Monday, July 26, 2004

จิตฟุ้งซ่านอีกรูปแบบ

บางครั้งการทำสมาธิก็ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่นะตำแหน่งไหนกันแน่ สงบหรือยัง แบบไหนที่เรียกว่าสมาธิ บางครั้งดูเหมือนจิตมันไม่คิดฟุ้งซ่านอะไรมากนัก แต่กลับพบว่ามีปัญหากับตัวรู้มากกว่า เหมือนกับว่ามันมีอยู่สองตัว คือตัวจิต กับตัวรู้ โดยปกติแล้วมันจะไปด้วยกัน แยกแยะไม่ได้เลย เวลามีสมาธิ (ใช่หรือเปล่าก็ไม่รู้) ตัวรู้มันจะเห็นตัวจิต แล้วมันจะบอกได้ว่า จิตกำลังรู้สึกอะไรอยู่ หรือว่ามันเป็นตัวเดียวกันก็ไม่รู้ มันอาจจะเป็นตัวเดียวกันแล้วเป็น Hyper Trade ก็ได้ หรือไม่มันก็เป็นสองตัวจริง ๆ ยังไงก็ช่างมัน รู้แต่ว่ามันมองเห็นเป็นสองตัวก็แล้วกัน เวลาเหมือนจะเกิดความสงบขึ้น พบว่าตัวจิตมันเงียบไปเหมือนกัน บางทีมันก็ท่องพุทธโธ ตามที่ให้มันท่อง บางครั้งมันก็ดูลมหายใจไปให้ด้วยในตัว คือถือว่าดีแล้ว แต่ตัวปัญหากลับเป็นตัวรู้ ก่อนหน้านี้ไอ้ตัวรู้จะนั่งดูตัวจิต ก็จะคอยนั่งสั่งสอนจิต บอกจิตให้สงบ คือมันมีประโยชน์ แต่ปรากฏว่า พอตัวจิตมันสงบมันทำได้แล้ว ไอ้ตัวรู้ ไม่รู้จะสอนใครจิตก็นิ่งไป แล้วไอ้ตัวรู้มันกลับไม่นิ่งตามจิตไปด้วยมันกลับคอยจ้องจะคิด มีอะไรเอะอะนิดหน่อยไม่ได้มันคิด มันจับทฤษฎี คำสอนของพระอาจารย์ต่าง ๆ มาแสดงภูมิของตัวเองไปหมด ก่อนหน้าที่ไอ้ตัวจิตจะสงบ ทำแบบนี้ก็ถือว่าดี เหมือนครูคอยกำราบนักเรียนให้เงียบ ไป ๆ มา ๆ นานเข้านักเรียนก็เงียบ แต่พอนักเรียนเงียบ ครูเจ้ากรรมก็ยังไม่หยุดพูดหยุดสอน ยังพูดต่อบ่นต่อไปเพ้อเจ้อ แล้วจะเอาใครมาสั่งครูอีกทีละคราวนี้ ถ้าให้นักเรียนสอน ลองนักเรียนพูดมาซักคำเป็นได้เรื่องครูเขาก็จะได้ทีอบรมนักเรียนอีกรอบไม่จบสิ้นเสียที ตอนนี้นักเรียนเงียบแล้วแต่ครูยังไม่เงียบ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ติดอยู่ไม่ไปหน้ามาหลังเลย

Friday, June 18, 2004

จิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน

เมื่อภาวนาควบคู่กับรู้ลมหายใจ จงทำดังนี้ เวลาหายใจเข้านึกว่าพุทธ เวลาหายใจออกนึกว่าโธ ภาวนาควบคู่กับรู้ลมหายใจตามนี้ไปเรื่อย ๆ ไปตามสบาย ถ้าอารมณ์ใจสบายก็ภาวนาเรื่อย ๆ ไป แต่ถ้าเกิดอารมณ์ใจหงุดหงิด หรือฟุ้งจนตั้งอารมณ์ไม่อยู่ก็จงเลิกเสีย จะเลิกเฉย ๆ หรือดูโทรทัศน์หรือฟังวิทยุ หรือหาเพื่อนคุยให้อารมณ์สบายก็ได้ (เป็นการผ่อนคลายอารมณ์) อย่ากำหนดเวลาตายตัวว่าต้องนั่งให้ครบเวลาเท่านี้ แล้วจึงจะเลิก ถ้ากำหนดอย่างนั้น เกิดอารมณ์ฟุ้งซ่านขึ้นมาจะเลิกก็เกรงว่าจะเสียสัจจะที่กำหนดไว้ ใจก็เพิ่มการฟุ้งซ่านมากขั้น ถ้าเป็นเช่นนี้บ่อย ๆ จะเป็นโรคบ้า ขอทุกท่านจงอย่าทำอย่างนั้น
หลวงปู่ฤาษีลิงดำ P659
ความเห็นเพิ่มเติม อันนี้ผมว่าท่านสอนให้ทำสมถะ นะครับคือ สมถะเนี่ยถ้าไปไม่ไหวไปฝืนมัน มันไปลำบากต้องทำอันที่เราชอบ เราถูกจริต ทำแล้วสบาย สงบง่าย แต่ถ้าจะเดินวิปัสนา พระพุทธเจ้าท่านให้รู้ตามสภาวะไปเลย ถึงจิตจะฟุ้งซ่าน ท่านก็ให้รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน ตามอ้างอิงใน จิตตานุปัสสนา มหาสติปัฏฐานสูตร ดังข้างล่างนี้
[๒๘๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่อย่างไรเล่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ จิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิต ปราศจากราคะ จิตมีโทสะก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ว่าจิต ปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าจิต ปราศจากโมหะ จิตหดหู่ ก็รู้ว่าจิตหดหู่ จิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็น มหรคต ก็รู้ว่าจิตเป็นมหรคต หรือจิตไม่เป็นมหรคต ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหรคตจิต มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตไม่มีจิต อื่นยิ่งกว่าจิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตไม่ เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุด พ้น ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตภายในบ้าง พิจารณาเห็น จิตในจิตภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นจิตในจิตทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณา เห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในจิตบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในจิตบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในจิตบ้าง ย่อมอยู่ อีกอย่าง หนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า จิตมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัย ระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แลภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ฯ

Saturday, May 15, 2004

กุศลและอกุศลมันเนื่องกัน

การทำผิดศีล 1 ข้อ จะเป็นชนวนเหตุให้ศีลข้ออื่น ๆ ผิดไปด้วย เช่น ผิดข้อ 3 ก็จะเป็นผลให้ข้อ 4 ผิดตามไปด้วย, ผิดข้อ 5 อาจจะทำให้ ผิดข้อ 3 ผิด ข้อ 4 ผิด ข้อ 2 ก็ผิดตามไปด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นศีลใน 5 ข้อต้องบริสุทธิเท่านั้นจึงจะช่วยให้เรา ดำรงอยู่ได้
กิเลสก็เหมือนกัน ถ้ากิเลสตัวใดตัวหนึ่งมันอ่อนกำลัง ตัวอื่น ๆ มันก็อ่อนกำลังตามไปด้วย ถ้าตัวใดมันฮึกเหิมขึ้นมา แข็งแรงขึ้นมา ตัวอื่น ๆ มันก็ฮึกเหิมตามไปด้วยเช่นกัน ดังที่หลวงปู่มั่นท่านกล่าวไว้
ตราบใดที่มอง กามราคะยังเป็นสิ่งสวยงาม ยังเป็นสิ่งที่น่าพิสมัย โดยเฉพาะกามราคะ ความกำหนัด ที่อยู่นอกกรอบของศีล 5 นี่พูดถึงขั้น ใจ ซึ่งเลยกาย และ วาจา มาแล้ว กาย กับวาจา นั้น ง่าย มาก แค่ ไม่ทำ ไม่พูด มันก็ทำได้แล้ว แต่ใจ นี่มันเป็นเรื่องของ จิต ซึ่งควบคุมมันลำบากมาก อยู่ ๆ มันก็อยากขึ้นมา แต่สักพักมันก็หายไปนะ เอาสติสอนมันมาก ๆ เอา อสุภะ มาพิจารณาให้มาก ๆ มองให้มันเป็นสิ่งไม่น่าดู ไม่น่าทำ จุดสุดท้ายที่ต้องการ ก็คือความเฉย เฉยกับมันไห้ได้ นี่พูดถึงขั้นใจ นะ

Thursday, May 13, 2004

นั่งสมาธิ

หลังจากอ่านหนังสือหลวงปู่ฤาษีลิงดำจบช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาได้เริ่มปฏิบัติและเอาจริงเอาจังกับการปฏิบัติจริง ๆ เสียที แต่พอทำไปสักระยะพบว่า การนั่งสมาธิโอกาสในการถอนจากสมาธิมีเยอะเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นเสียงรบกวนจากภายนอก นิดหน่อย เช่นความกังวลเกี่ยวกับ คนที่อยู่ข้าง ๆ ซึ่งหลับไปแล้ว แต่นอนดิ้นนิดหน่อย จิต มันก็วิตก กังวล ไม่เป็นสมาธิ นั่งไปนาน ๆ น้ำลายมันเยอะ ไหลออกมามากแล้วหยด หยดลงมาที่ขา เกิดความรู้สึกตัวขึ้นมาทันที สภาวะจิตเปลี่ยนทันที นี่แค่เป็นสิ่งเล็กน้อย เท่านั้นยังเป็นสาเหตุให้ภาวะขอจิต เปลี่ยนแปลงได้ขนาดนี้
วิธีแก้ สติต้องเร็วพอที่จะจัดการ คือให้สติรับรู้ได้อย่างรวดเร็ว แล้วก็จัดการบอก หรือ สอน ให้จิตเข้าใจว่านี่มันเป็นธรรมดาเหมือนกัน มันเป็นธรรมชาติเหมือนกัน แล้วก็ให้มันเฉยเข้าไว้ ให้นิ่งเข้าไว้

Sunday, April 18, 2004

เริ่มต้น

ไปงานเผาศพแม่ใหญ่น้อย ซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ ได้ยืมหนังสือจากย่าซึ่งตอนนี้แก่มากแล้วมาเล่มนึง เป็นประวัติหลวงปู่ฤาษีลิงดำ หลังจากนั้นไม่นานหนังสือก็อ่านหนังสือซึ่งมีเกือบพันหน้าจบ เป็นตัวกระตุ้นและชี้ทางที่ดีมาก ซ้ำยังทำให้เข้าใจพุทธศาสนาได้กว้างขวางกว่าเดิมอีกมาก ต่อจากนั้นก็ได้ฟังเทศน์ท่านจากเว็บอีกพอสมควร เป็นสิ่งที่ดีมาก (ภายหลังมีความคิดเห็นส่วนตัวว่าวิธีที่ท่านสอนนั้นบางอย่างเป็นการส่งจิตออกนอก ไม่รู้ว่าเป็นอุบายเบื้องต้นหรือเปล่า แต่ถึงอย่างไรองค์ท่านเองก็ยึดมั่นในศีลธรรมอย่างเคร่งครัดองค์หนึ่ง เราต้องนับถือท่านในฐานะนักปฏิบัติเพื่อหาความจริง ในฐานะผู้กล้าอีกผู้หนึ่งเหมือนกัน ยังไม่บังอาจไปตัดสินว่าใครถูกใครผิด เพราะไม่ใช่วิสัยที่จะทำได้ เราก็จะไปเรื่อย ๆ ของเรา ตามกำลังที่มี)

Saturday, March 20, 2004

จุดเปลี่ยน

สิ่งสำคัญในชีวิตเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อขับรถเกิดอุบัติเหตุ ชนเสาไฟฟ้า แล้วตกไปในคลอง ประตูด้านคนขับกระแทกกับเสาไฟฟ้า วันนั้นไม่ได้กินเหล้า ไม่เมา ไม่ได้ขับเร็ว ขับมาธรรมดา และเคยคิดว่าตัวเองเป็นมือวางอันดับต้น ๆ ในการขับรถที่เคยภูมิใจในตัวเองนักหนา เอาเข้าจนได้ ถึงเวลาเกิดมันก็ต้องเกิดจริง ๆ "กรรม" และ “อนิจจัง” เข้าใจแล้ว ไม่มีสิ่งใดแน่นอนเลย นั่งติดอยู่ในรถหลังจากรถหมุนและชนเข้ากับเสาไฟฟ้า มีความงงตอนที่รถหมุน ว่าทำไมมันเกิดขึ้นได้ ทำไมเราควบคุมรถไม่ได้ จนกระทั่งรถชนเสาไฟฟ้าดังโครมแล้วหยุดนิ่งเหลือแต่ภาพกระจกที่แตก และฝุ่นที่ยังคลุ้งอยู่ ความคิดแว๊บพุ่งขึ้นมาทันที ความตายมันอยู่แค่นี้เองไม่ได้อยู่ไกลเลย ความกลัวและตกใจไม่ได้เกิดขึ้นแก่จิตใจ ดูเหมือนว่าจิตจะเห็นความสำคัญของสิ่งที่อยู่ในใจมานานทันทีในวินาทีนั้น ความตายไม่ได้อยู่ไกลเหมือนที่คิดไว้คงรอไม่ได้แล้วหละ แต่จะเริ่มอย่างไรดีละ

Wednesday, June 23, 1999

ย้อนความ ๒

ปี 2542 กลับมาเรียนต่อวิศวกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น หลังจากสอบเสร็จปีแรกเทอมสอง ตอนนั้น ปี พ.ศ. 2543 ได้ออกเดินทางไปอยู่วัด วัดป่ากุง ซึ่งหลวงปู่ศรีมหาวีโร อยู่ที่นั่น ท่านเป็นพระขวัญใจของย่า เพราะย่าจะกล่าวถึง หลวงปู่ศรีประจำ การไปครั้งนั้นอยู่วัดประมาณ 7 วัน (ประมาณเอาจำตัวเลขแน่นอนไม่ได้) รายละเอียดได้บันทึกไว้ในอีกที่หนึ่ง การปฏิบัติครั้งนั้นไม่ได้อะไรคืบหน้ามากมายนัก อาจจะกล่าวว่าไม่ได้เลยมากกว่า แต่สิ่งที่ได้คือได้เห็นหลวงปู่ศรีอย่างเต็มอิ่ม ทุก ๆ เช้าตอนท่านฉันอาหาร แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว แต่ปรากฏว่าตอนกลับเกิดสิ่งอัศจรรย์อย่างไม่น่าเชื่อเกิดขึ้นในชีวิต คือได้เห็นและถือพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าต่อหน้าต่อตา จำนวนเยอะมาก และเป็นการเห็นครั้งแรกในชีวิต ได้ถือเต็มสองมือ มีความอัศจรรย์ใจอย่างบอกไม่ถูก รวมทั้งได้เห็นพระธาตุของพระอรหันต์องค์อื่น ๆ อีกมากมาย (คนในประเทศไทยนับจำนวนคนได้เลยที่จะได้ทำอย่างข้าพเจ้า) ตอนที่มือกำลังถือพระบรมสารีริกธาตุอยู่มันตื่นเต้นปลื้มปิติอย่างบอกไม่ถูกอธิบายไม่ได้จริง ๆ จนมันคิดออกไปเองว่ามือสองมือนี้มีบุญมากมายมหาศาลนัก ต่อไปนี้ข้าพเจ้าจะไม่เอามือนี้ยกเหล้ากินอีก เหมือนกับสัญญากับพระพุทธเจ้า อนิจจาจิตใจของมนุษย์ช่างเอาแน่เอานอนไม่ได้เสียเลย เราไม่กินเหล้าอยู่พักนึง แต่ไม่นานก็กลับกินมันจนได้ ไม่น่าเชื่อคำสัตย์ปฏิญานที่ให้ไว้กับพระพุทธเจ้า ยังกลับคำ ความเลวขนาดนี้ไม่น่าจะเอาดีได้เลยในชาตินี้ควรไปตกนรกรับใช้กรรมให้สมควรแก่สิ่งที่ได้กระทำลงไป แต่ด้วยความที่เหล้ามันเป็นสิ่งที่ไม่ดีด้วยตัวของมันเองจริง ๆ อย่างที่พระพุทธองค์บอก ได้เห็นความเลวของตัวเองเพราะมันหลายครั้งหลายครา จนกระทั่ง เดือนธันวาคม 2546 มีความตั้งใจเด็ดเดี่ยวว่าจะเลิกกับมันแน่นอน แต่ขอกินจัง ๆ อีกสักครั้งก่อน นั่นคืองานรับปริญญาที่จะไปเจอเพื่อนฝูงสมัยเรียน เห็นกิเลสไหมขนาดตั้งใจว่าจะเลิกแล้วมันยังขอส่งท้ายอีกหน่อย แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้กินเหล้าอีกเลยจริง ๆ แล้วก็ได้กินไวน์ตอนงานวันแต่งงานโจ้ 14 มีนาคม 2547 ซึ่งกินไม่มากนัก เป็นครั้งสุดท้ายจริง ๆ ที่กินแอลกอฮอล์ลงสู่ร่างกาย หลังจากไปวัดป่ากุงกลับมาชีวิตก็ดีขึ้นนิดหน่อยไม่มากนัก แต่มีคำพูดของหลวงปู่มั่น สกิดเตือนอยู่ตลอดเวลาว่ารออะไรอยู่ ทำไมไม่ทำเสียทีทำไมไม่ปฏิบัติเสียทีจะให้ตายก่อนอย่างนั้นหรือ เข้าใจและมีความกังวลต่อเนื้อความนี้เป็นอย่างมาก แต่กิเลสมีกำลังมากกว่า ก็เลยไม่ปฏิบัติอยู่ดี เป็นชาวพุทธแบบคนทั่ว ๆ ไปเหมือนเดิม แต่ก็ทำบุญอยู่เป็นระยะ แต่ก็ไม่บ่อยนัก
หมายเหตุ: วันที่ ที่ลงไว้ไม่ตรงตามนี้นักเป็นการประมาณการเพราะเป็นการบันทึกย้อนหลัง

Monday, June 23, 1997

ย้อนความ

ธรรมะเริ่มเข้ามาในชีวิตตั้งแต่เด็กมีย่าเป็นคนที่พยายามป้อนให้ตลอดแต่ก็เหมือนเด็กทั่ว ๆ ไปที่ไม่มีความรู้มากนักจึงคิดเอาเองว่าพระพุทธเจ้าเป็นเหมือนเรื่องที่แต่งขึ้นมาเพื่อให้คนทำดี มีความสงสัยเรื่อง นรก สวรรค์ และคำถามอื่น ๆ อีกมากมาย จนกระทั่งประมาณ ปี พ.ศ. 2540 ตอนนั้นอายุ 19 ปี ได้อ่านหนังสือประวัติหลวงปู่มั่นภูริทัตโต พออ่านจบความคิดและความเข้าใจในพระพุทธศาสนาเปลี่ยนไปทันที นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของที่สุดของชีวิตในเรื่องธรรมะ เป็นจุดที่ทำความเห็นให้ตรง คือทำให้รู้ว่าธรรมะคืออะไรและปฏิบัติไปเพื่ออะไร อย่างแท้จริง บางครั้งคนมาปฏิบัติธรรมะด้วยความเห็นไม่ตรงหรือพลาดจากความจริง ไป อาจจะทำผิดบ้างถูกบ้าง บางทีก็พลาดเป้าบ้าง บางทีก็เลิกไปเฉย ๆ ก็มีเพราะไม่รู้ว่าจะทำไปทำไม ขอเน้นอีกครั้งว่าเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดจริง ๆ ต้องขอกราบหลวงปู่มั่น รวมทั้งหลวงตามหาบัว จริง ๆ บุญคุณครั้งนี้ยิ่งใหญ่นัก หลังจากอ่านหนังสือเล่มนั้นจบ มีความตั้งใจว่าจะเข้าถึงพระนิพพานให้ได้ในชาตินี้ แต่ด้วยความโง่และความไม่รู้ในตอนนั้น เข้าใจว่าคนที่จะปฏิบัติธรรมได้ต้องออกบวชเพียงอย่างเดียวเท่านั้น จึงมีแต่ความมุ่งมั่นว่าจะออกบวชให้ได้ในชาตินี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม หลังจากนั้นจึงชอบอ่านหนังสือธรรมะเรื่อยมา แต่ชีวิตปกติไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรนักยังเหมือน ๆ เดิมกินเหล้าเมายาศีลก็รักษาบ้าง ไม่ได้บ้างเหมือนชาวพุทธทั่วไปทุกประการ ไม่สมกับความตั้งใจเลย
หมายเหตุ: วันที่ ที่ลงไว้ไม่ตรงตามนี้นักเป็นการประมาณเพราะเป็นการบัณทึกย้อนหลัง