Thursday, October 20, 2005

อาจารย์ให้พร อันเป็นมหามงคล (ครั้งที่ ๕)

ออกเดินทางจากโคราชตั้งแต่เย็นเมื่อวานพร้อมกับแม่และน้องชาย ระหว่างการเดินทางได้เปิดเพลงประวัติหลวงปู่มั่นให้แม่และน้องชายฟัง และก็พยายามอธิบายนิด ๆ หน่อย ๆ พอไปถึงกรุงเทพฯ ก็เข้าไปพักกับน้องสาว ตอนเช้าตื่นตี ๔ เดินทางไปกาญจนบุรีตั้งแต่เช้า วันนี้ตั้งใจจะไปใส่บาตรท่านอาจารย์ให้ได้ แต่ก็ไม่ทันอีกแล้ว คิดว่าท่านคงบิณฑบาตกลับมาแล้ว แต่ก็ยังดีหน่อยที่ได้ถวายอาหารที่เตรียมมา

วันนี้มาทันช่วงเช้าเป็นครั้งแรกพอเริ่มต้น แต่ละคนก็ถามใหญ่ ดูคำถามแต่ละคนใช้ได้ทีเดียว หลายคนเก่งทั้งปริยัติ ทั้งปฏิบัติ เราก็ไม่ได้คุยกับท่านเพราะเวลาไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ วันนี้ท่านอาจารย์อธิบายเรื่องจิตขณะเขาปฏิวัติตัวเองหรือพลิกภูมิ จนกระทั่งถึงขณะจิตที่เขาแหวกโมหะ แล้วปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง ให้กลับไปอยู่กับธรรมชาติ จักรวาล ไม่ยึดถือเอามาเป็นของตนอีกต่อไป สำหรับผมเป็นธรรมเทศนาที่ลึกซึ้งมาก และท่านก็เสริมอีกว่าบางครั้งจิตมันเจ้าเล่ห์มาก เราปฏิบัติไปเหมือนก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ จู่ ๆ วันนึงมันแสดงละคร หลอกเราก็มี แสดงเป็น ฉาก ๆ หลอกเราว่าเราได้ขั้นนั้นขั้นนี้ ต้องระวังให้ดีเดี๋ยวโดนมันหลอกเอา หลายคนมาที่นี่นึกว่าตัวเองได้ขั้นนั้นขั้นนี้มีอยู่หลายคน แล้วท่านก็ให้พรฉันอาหาร

หลังจากนั้นก็มานั่งกินข้าวกับเพื่อน ๆ ด้านล่าง ก็เลยถามน้องสองคนว่ารู้เรื่องหรือเปล่า ทั้งสองคนตอบเหมือนกันว่าไม่รู้เรื่องเลย เพราะไม่มีความรู้ธรรมะติดหัวมาเลยแม้แต่น้อย นี่เป็นปัญหาที่สำคัญของสังคมไทยอีกแบบ เด็กโตมาจนมีอายุขนาดนี้ (มากกว่า ๒๐) แน่นอนชีวิตต้องมีปัญหาและความทุกข์ แต่เครื่องมือสำคัญในการจัดการกับทุกข์ ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านประทานไว้ แทบจะไม่มีอยู่ในมือของคนไทยเอาเสียเลย ก็เลยต้องปล่อยให้จิตใจกลิ้งไป ตามแรงกระทบกระทั่งของอารมณ์ต่าง ๆ โดนซ้ายทีขวาที ไม่มีอะไรพอที่จะไปแก้ไขรับมือหรือต่อกรได้เลย ก็เลยบอกน้องว่าสงสัยอะไรให้ถามอาจารย์เลย น้องเขาก็บอกว่าเขาไม่รู้อะไรเลย และก็ไม่เคยปฏิบัติธรรมมาก่อนเลย ผมก็บอกว่าไม่เคยปฏิบัติก็บอกอาจารย์ว่าไม่เคยปฏิบัติ

ช่วงสายอาจารย์ก็เริ่มถามว่าแต่ละคนภาวนาเป็นอย่างไรบ้าง พอมาถึงเรา เราก็ถามอาจารย์ในเรื่องที่สงสัยคือเรื่องศีล ว่าศีลตัวเองบริสุทธิ์พอหรือยัง จะรู้ได้ยังไง เรายกตัวอย่างเช่นตอนเช้าเราอาบแล้วมดอยู่บนพื้นห้องน้ำมันตายถือว่าศีลเราด่างพร้อยหรือเปล่า อาจารย์ก็ถามว่าเรามีเจตนาหรือเปล่า ถ้าไม่มีเจตนาศีลก็ไม่ขาด เพราะไม่ครบองค์ประกอบ องค์ประกอบที่ทำให้ศีลข้อ ๑ ขาด จะต้องประกอบด้วย ๕ อย่างคือ ๑. รู้ว่าสัตว์มีชีวิต ๒. สัตว์นั้นมีชีวิตจริง ๆ ๓. มีเจตนาที่จะฆ่า ๔. ได้ลงมือฆ่า ๕. สัตว์นั้นได้ตายเพราะการฆ่า ถ้าไม่ครบทั้ง ๕ ข้อนี้ ก็ไม่ถือว่าศีลขาด ท่านถามเราว่า เรามีเจตนาจะอาบน้ำหรือจะทำให้มดเปียกน้ำ เราก็ตอบว่าเราจะอาบน้ำ แล้วท่านก็เล่าให้ฟังว่าท่านก็เคยเป็นเหมือนกัน ตอนสมัยไปอยู่วัดป่าพอจะอาบน้ำกลัวมดเปียก ท่านก็หนีไปอาบที่อื่น พระรูปหนึ่งก็มาบอกท่านว่า เป็นลักษณะของการวิตกกังวลในศีลเกินเหตุ (ท่านบอกภาษาบาลีด้วยแต่ผมจำไม่ได้) ศีลมีไว้ให้รักษาแล้วรู้สึกสบายไม่เกิดการเบียดเบียน ไม่ใช่รักษาศีลแล้วอึดอัด แต่ท่านก็สรุปตอนท้ายว่า แล้วอย่าไปเจ้าเล่ห์เด็ดขาด ทำเป็นแกล้งไม่มีเจตนา แต่มือไปโดนตายเอง อะไรแบบนั้นไม่ได้ แล้วท่านก็บอกให้เราทำสมถะบ้าง สวดมนต์ไหว้พระ ในถานะที่พระพุทธเจ้าท่านเป็นครูของเรา เราเป็นศิษย์มีครูต้องกราบไหว้ท่านซึ่งถือเป็นบรมครูเพื่อแสดงความเคารพ เป็นผู้กตัญญูรู้คุณ เสร็จแล้วก็นั่งสมาธิบ้าง เดินจงกรมบ้าง นิด ๆ หน่อย ๆ วันละ ๑๕ - ๒๐ นาที ไม่ต้องทำมาก แล้วอย่าไปตั้งสัจจะ ว่าจะนั่ง ๓ ชั่วโมง เดินจงกรม ๓ ชั่วโมงอะไรแบบนั้น ให้ทำนิด ๆ หน่อย ๆ ก็พอ (สงสัยท่านรู้ว่าเราไม่ค่อยทำสมถะ และก็เป็นคนขี้เกียจแน่เลย)

ก็เลยกราบเรียนท่านเรื่องปฏิบัติว่าเมื่อก่อนจะมีคำถามผุดขึ้นในใจบ่อย ๆ ว่า "ตอนนี้รู้สึกตัวอยู่หรือเปล่า" แต่ก่อนจะติดตรงนี้มากคือจะสงสัยว่าตัวเองรู้สึกตัวอยู่หรือเปล่า แต่เดี๋ยวนี้ไม่ติดแล้ว เพราะพอจิตมันสงสัยแบบนี้ขึ้นมา จะตอบสวนมันไปทันทีว่า "ตอนนี้มึงหลงอยู่ มึงกำลังสังสัยอยู่ มึงไม่ได้รู้สึกตัว" แล้วความสงสัยก็จะหายไปอย่างรวดเร็ว ท่านก็แนะนำให้รู้ทันจิตที่สงสัยไปเลย (ตรงนี้เวลาปฏิบัติจริงไม่ใช่เรื่องง่าย)

ในขณะที่ท่านกำลังตอบคำถามคนอื่นอยู่นั้น เราก็นั่งฟังไปรู้สึกตัวไปเรื่อย ๆ แบบมั่ว ๆ ตามที่ตัวเองทำมา เพราะไม่รู้ว่าอันที่ถูกนั้นมันเป็นยังไง (อาจารย์เคยแนะนำว่าให้รู้อันที่ไม่ถูกทั้งหมดเดี๋ยวมันจะถูกเอง) แล้วจู่ ๆ อาจารย์ก็หันมาหาเราแล้วก็พูดว่า "เมื่อกี้นี้ถูกนะ ตอนที่เผลอ ๆ แล้วมันรู้สึกตัวขึ้นมาเองโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ" เกิดมาไม่เคยได้ยินว่าตัวเองทำถูกมาก่อน และก็ไม่คิดว่าจะได้ยินด้วยซ้ำ เพราะยังมั่วอยู่มาก เราก็พยายามย้อนนึกไปดูว่า ไอ้จิตแบบเมื่อกี้ที่อาจารย์ท่านบอก มันตอนไหน เพราะมันจำไม่ได้ มันเกิดความสงสัยแล้วก็พยายามย้อนค้นหาไปในความจำว่าสภาวะเมื่อกี้ที่อาจารย์ท่านบอกมันคือตอนไหน แต่มันก็ไม่รู้มันหาไม่เจอ แล้วอาจารย์ก็พูดว่า "ตอนนี้ไม่ใช่แล้วนะ แต่เมื่อกี้นี้ใช่ ตอนนี้คิดอยู่รู้มั๊ย" ไม่รู้หรอกครับเพราะมันจะหาให้ได้ว่าไอ้จิตแบบเมื่อกี้นี้มันเป็นยังไง สุดท้ายก็หาไม่เจอก็เลยปล่อยมันทิ้ง ช่างหัวมัน แล้วอาจารย์ก็คุยกับคนอื่นต่อ ส่วนเราก็แอบปลื้มหน่อย ๆ ในที่สุดก็ถูกซักครั้ง

แล้วอีกช่วงอาจารย์ก็หันมาถามเราว่า "ตอนนี้ทำอะไรอยู่" เราก็ดูตัวเองเห็นเป็นว่าง ๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าง เพียงแต่มันไม่มีความคิดที่เป็นคำ ๆ หรือเป็นประโยค พูดแจ้ว ๆ เหมือนปกติที่มันเป็น แต่เราก็ไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรอยู่ จะตอบอาจารย์ว่าทำอะไรอยู่ก็ตอบไม่ได้เพราะมันไม่รู้ มันเป็นสภาวะที่แปลกมาก นั่งดูจิตตัวเองอึ้งอยู่นาน ตอบอาจารย์ไม่ได้ อาจารย์ท่านก็เลยยิ้มเบา ๆ แล้วก็พูดว่า "กำลังคิดอยู่รู้หรือเปล่า" อะไรนะแบบนี้ก็เรียกคิดเหรอ มันเป็นสภาวะคิดที่แปลกมาก มันคิดแบบไม่มีคำพูดก็ได้หรือนี่ ประหลาดจริง ๆ ชักงงกับสภาวะแบบนี้กันใหญ่ ก็ไม่เข้าใจอยู่ดี สุดท้ายก็ปล่อยมันทิ้ง กลับมารู้สึกตัวแบบมั่ว ๆ แบบเดิมที่ตัวเองถนัดดีกว่า

แล้วช่วงสุดท้ายอาจารย์ก็หันมาทางเราแล้วก็บอกเราว่า เราเนี่ยภาวนาดีนะ เอ๊ะเราหูฝาดไปหรือเปล่า ฝาดไม่ฝาดก็ช่างมัน อาจารย์ท่านบอกว่าดี ก็รับไว้ก่อน ก็เลยตอบท่านว่า "ครับ" ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้หรอกว่าไอ้คำว่าภาวนาดีนี่มันดียังไงเพราะมันยังมั่ว ๆ อยู่เลย แล้วท่านก็ถามต่อว่า "จะบวชเมื่อไหร่" เราไม่เข้าใจคำถามว่าท่านหมายถึงตอนที่เราบวชครั้งที่แล้วหรือเปล่า ท่านก็เลยบอกว่า "อันที่แล้วก็แล้วไป อันใหม่นี่จะบวชเมื่อไหร" คำถามนี้ก็ไม่คาดคิดอีกเหมือนกัน แต่ใจก็ไม่ได้รู้สึกแปลกกับคำถามนี้ ก็เลยตอบท่านไปว่า ตั้งใจไว้ว่าจะบวชอยู่ครับ แต่ยังไม่ได้กำหนดว่าวันไหน ท่านก็ถามว่า "ยังมีบางอย่างติดค้างอยู่เหรอ" เราก็ตอบว่า ครับ ท่านก็บอกว่า "ก็จัดการให้เสร็จแล้วก็มาบวชซะ แล้วก็ทำให้จบในชาตินี้" ได้ยินคำนี้ไม่รู้จะบอกความรู้สึกว่าอย่างไรดี แล้วท่านก็พูดต่อว่า "ไม่ต้องรอชาติหน้า ชาติต่อไปหรอก" เกิดมาผมไม่เคยรู้สึกซึ้งถึงการรับพรเท่าไรนัก เพราะปกติเวลาทำบุญก็ไม่ได้ต้องการพรจากพระท่านอยู่แล้ว ทำไปถ้าได้มันก็ได้เองถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะไม่ได้ทำบุญเพื่อที่จะเอาอะไรอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเวลาพระท่านให้พรจิตผมจะเป็นธรรมดากลาง ๆ แต่สิ่งที่อาจารย์กล่าว ผมว่ายิ่งกว่าพร เป็นมหามงคล มหาพร ตั่งแต่เกิดมาคิดว่านี่เป็นพรที่ดีที่สุดในชีวิต ไม่มีอะไรมาเปรียบเทียบได้ ชาตินี้ผมจะทำจบจริงหรือไม่ก็ช่างมัน แต่ได้มาเจออาจารย์ที่ดี ๆ เก่ง ๆ มีเมตตาสูง อย่างนี้ท่านมาให้กำลังใจก็ถือว่าเป็นมงคลอันยิ่งของชีวิตแล้ว

บุญคุญที่ท่านมีต่อเราตั้งแต่วันที่เริ่มต้นภาวนาจนถึงวันนี้ ไม่รู้ตอบแทนอย่างไรถึงจะหมด สิ่งที่พอจะตอบแทนได้อย่างสมน้ำสมเนื้อคงไม่ใช่ข้าวของเงินทองหรือสิ่งอื่นใด นอกจากการ ปฏิบัติภาวนา เพื่อเป็นสิ่งบูชาที่ท่านอุตส่าห์ยอมลำบากลำบนสอนกว่าจะเข้าใจ ทำได้แต่ละขั้นแต่ละตอน

ส่วนน้องชาย น้องสาว และแม่นั้นท่านก็แนะนำให้ตามสมควร สำหรับผู้มาใหม่ ดูแล้วน้องชายจะเข้าใจเร็วกว่าคนอื่น ส่วนแม่นั้นยังติดในขั้นความคิดของตัวเองอยู่เยอะ ต้องถอดตรงนี้ออกให้ได้ก่อน ไม่งั้นคงไม่ถึงไหน

แล้วก็กราบลาท่านเดินทางกลับ วันนี้สติดีทั้งวัน มันดีจริง ๆ นะ ดีตั้งแต่ตื่นนอน จนกระทั่งไปวัด ขับรถกลับจนถึงโคราชมันดีตลอดทางเลยนะ ไม่น่าเชื่อ ไม่รู้ว่ามันดีเพราะนอนน้อย หรือดีเพราะท่านอาจารย์ให้กำลังใจกันแน่

วันนี้เป็นวันที่น่าจดจำอีกวันหนึ่งของชีวิต

No comments: