Thursday, December 01, 2005

เทวทูต ๔

สิ่งที่ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบวชคือ เทวทูต ทั้ง ๔ ได้แก่ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และ สมณะ ตั้งแต่ท่านประสูติ จนกระทั่งอายุ ๒๙ ปี ท่านไม่เคยได้เห็นสิ่งเหล่านี้เลย ด้วยพระบิดาเกรงว่าท่านจะสละราชบัลลังค์ออกบวชตามคำทำนายของท่าน โกณฑัญญะ ที่ทำนายไว้ในวันตั้งพระนามของพระกุมารว่า พระกุมารของพระองค์จะออกบวช เมื่อเจอ เทวทูตทั้ง ๔ อย่างแน่นอน ท่านก็เลยจัดให้เจ้าชายอยู่ในปราสาท ๓ ฤดู ได้รับแต่ความสะดวกสบาย มีนางสนม และคนรับใช้ล้วนเป็นวัยหนุ่มสาว ไม่มี คนแก่ คนป่วย คนตาย ให้ท่านเห็นเลย ชีวิตท่านก็เลยอยู่แต่กับความสุขสบายตลอดมา จนกระทั่งวันหนึ่ง ท่านเข้าไปในเมืองและได้เห็นเทวทูตทั้ง ๔ ด้วยบารมีที่บำเพ็ญมานับแสนล้านชาติจนเต็มเปี่ยม พร้อมจะบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ทำให้ท่านเห็นทุกข์ ของ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย อย่างสุดจิตสุดใจ ถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับพยายามดิ้นรนหาทางออกจากทุกข์เหล่านี้ ไม่เหมือนคนบารมีอ่อน ๆ อย่างเราท่าน ที่เห็นแล้วเห็นอีก ไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้มีความสะทกสะท้าน เห็นภัยของวัฏฏะเลยแม้แต่น้อย

ถ้าจะให้เปรียบเทียบคงเสมือนไฟกำลังไหม้บ้าน พอท่านรู้ว่าเป็นไฟ เจ้าชายสิทธัตถะท่านร้อนรนพระทัย ดิ้นรนขวานขวายหาทางออก ให้หลุดพ้นจากกองเพลิงซึ่งจะไหม้มาถึงตัวเองสักวัน ส่วนพวกเรานั้นยังนั่งสบายอารมณ์ กินข้าว ดูหนัง ฟังเพลง เหมือนไม่มีอะไรจะเกิดขึ้น ทั้ง ๆ ที่ไฟกำลังลุกลามเข้ามา และจะมาถึงตัวเราในวันหนึ่งข้างหน้าอย่างแน่นอน มิหนำซ้ำยังมีเสียงจากพระพุทธเจ้า และพระอริยสาวกทั้งหลาย ที่ท่านอุตส่าห์บอกเตือนมาด้วยความเมตตาสงสาร แต่พวกเราก็ดูเหมือนจะไม่สนใจและใส่ใจอะไรเลย

เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา ต้องไปช่วยงานศพปู่ ตอนที่ไปรับศพของปู่ออกมาจากห้องดับจิต ยืนมองศพท่านแล้วมันสะเทือนใจ และเศร้าใจมาก สาเหตุที่เศร้าไม่ใช่เพราะเสียปู่ไป แต่เศร้ากับตัวเอง ว่าสักวันเราก็จะลงไปนอนอยู่อย่างนั้น แล้วเราจะไปไหน มันเป็นอะไรมี่มืดสนิทมองไม่เห็นอะไรเลย พอ ๆ กันกับมองไปข้างหลัง เพื่อจะดูว่าก่อนเราจะเกิดเรามาจากไหน ก็เห็นแต่ความมืดพอ ๆ กัน เป็นลักษณะ มืดมา มืดไป และก็คงเป็นมานับแสนล้านครั้ง จนนับไม่ถ้วนแล้ว เรายังจะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้อีกต่อไปหรือ

หลังจากนั้นก็เดินทางไปแจ้งข่าวให้ญาติผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นรุ่นราวคราวเดียวกันกับปู่ให้ทราบ เห็นแต่ละท่านแล้ว ยิ่งตอกย้ำความสลดสังเวชในชีวิตเข้าไปอีก สภาพร่างกายก็แย่ ป่วยออด ๆ แอด ๆ แค่จะเดินเหินยังลำบาก ส่วนลูกหลานก็ยุ่งอยู่กับงานของเขา ต้องอยู่ไปตามประสาคนแก่ เหมือนนั่งรอวันตาย เพื่อที่จะเดินไปหาความมืดซึ่งเดาไม่ออกเลยว่า สภาพข้างหลังม่านแห่งความตายที่รออยู่นั้นเป็นอย่างไร เราจะต้องแก่แล้วก็จะเป็นแบบนี้หรือ

ความทุกข์ที่เห็นวันนี้ บวกกับความทุกข์ที่เราเห็นจากการเจริญสติอยู่ตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะขยับซ้าย ขยับขวา เดี๋ยวหิว เดี๋ยวเมื่อย เดี๋ยวปวดหัว เดี่ยวปวดอุจจาระ เดี๋ยวปวดปัสสาวะ เดี๋ยวกลุ้มใจ เดี๋ยวกังวลเรื่องอนาคต ฯลฯ สรุปออกมาได้ประโยคเดียว คือ "ชีวิตนี้มันทุกข์ชัด ๆ" ชีวิตนี้มันเต็มไปด้วยทุกข์ ส่วนทางข้างหน้าที่รออยู่ก็ล้วนแล้วแต่ทุกข์ ทุกข์นี้เป็นความจริง ซึ่งเป็นหนึ่งในอริยสัจ ๔ หรือจะเรียกว่า ความจริงของพระอริยะก็ได้เช่นกัน

จิตใจย้อนมาคิดถึงเทวทูตทั้ง ๔ ที่พระพุทธเจ้าท่านเห็น ไม่บังอาจจะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับท่านว่าเราเห็นและรู้สึกเหมือนท่าน เอาแค่ความรู้สึกส่วนตัวนั้น เราเห็นอย่างประจักษ์ชัดแล้วว่าชีวิตนี้มันทุกข์จริง ๆ คงถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจหนัก ๆ ในชีวิตอีกครั้งแล้ว ว่าจะเดินเส้นทางสายสมณะเพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์ให้แจ้ง หรือจะปฏิบัติไปเรื่อย ๆ ตามยถากรรมปล่อยให้ชีวิตลอยตามกระแสสังคมอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แล้วก็จะไปตายทิ้งในวันหนึ่งข้างหน้าเหมือนที่คนอื่นเขาเป็นกัน

ตอนเย็นกลับบ้านไปนั่งคุยกับแม่หลายเรื่อง และก็ถามแม่อย่างจริง ๆ จัง ๆ ว่า การมีลูกมีครอบครัวนั้นดีหรือเปล่า แม่ตอบทันทีและหนักแน่น อย่างเต็มปากเต็มคำว่า "ไม่ดี มันลำบาก"

แม่ของเรานั้นเลี้ยงลูกด้วยความรักและเอาใจใส่ด้วยดีเสมอมา ตอนเด็ก ๆ แม่จะหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดเหงือก และฟันน้ำนม หลังจากดื่มนมเสร็จ เพราะกลัวว่าปากและฟันของลูกจะไม่สะอาด เวลาจะอาบน้ำต้องไปปิดหน้าต่างของบ้านให้หมด กลัวว่าลูกจะโดนลม แล้วไม่สบาย ไม่ได้ทำอะไรมักง่ายเหมือนคนอื่น ๆ เขา ลูกทั้งสามคนก็เติบโตมา สุขภาพแข็งแรง นิสัยอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่เหลวไหลเสเพล เรียนจบมหาวิทยาลัยของรัฐ ในคณะที่มีหน้ามีตาของสังคม ทุก ๆ คน ไม่น่าเชื่อเลยว่าแม่จะบอกว่าการมีลูกนั้น "ไม่ดี" แล้วยิ่งมองออกไปข้างนอก เห็นชาวบ้านเขาเดือดร้อนเพราะลูกเกเร หาที่เรียนไม่ได้ เรียนไม่จบ ติดยา เมาเหล้าประสบอุบัติเหตุ พิกลพิการ ฯลฯ เขาจะลำบากและทุกข์แค่ไหน

เช้าวันรุ่งขึ้นไปนั่งคุยกับย่า ก็ถามคำถามเดียวกันอีก คุณย่าตอบแบบสรุปให้ฟังรวบยอดไปเลยว่า ไม่ต้องแต่งงานมีลูกมีเมียหรือมีสามีหรอกมันลำบาก ถ้าเป็นไปได้ไปบวชเลย จะดีที่สุด ถ้าจะมารอบวชตอนแก่มันลำบาก นั่งก็ปวด ลุกก็ปวด จะภาวนาอย่างเข้มข้นก็ทำไม่ได้ เพราะร่างกายมันไม่อำนวย ไม่เหมือนวัยหนุ่มสาวที่มีกำลังพอจะทำได้ แล้วย่ายังทิ้งท้ายด้วยว่า สิ่งที่สำคัญคือ ต้องหาอาจารย์ดี ๆ ด้วย เพราะท่านจะได้แนะนำได้ถูก ไม่หลงทาง ไม่งั้นเดี๋ยวลำบากเปล่า ๆ

คนที่มีประสบการณ์ผ่านโลกมา ๕๓ ปี กับ ๗๓ ปี ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันอย่างหนักแน่นขนาดนี้ เราควรจะใส่ใจให้มาก ว่าเรายังจะปล่อยให้ตัวเองกลิ้งไปตามทางที่ท่านผ่านมาแล้ว และยืนยันว่ามันไม่ดีอยู่อีกหรือ และองค์ประกอบความพร้อมหลายอย่างก็ดูสมควรตามเหตุผล จิตที่เดินทางมาก็คิดว่าถูกทางแล้ว ญาติพี่น้องส่วนใหญ่ก็เห็นสมควร อาจารย์ที่ดีก็มีแล้ว อะไร ๆ ในโลกที่เคยคิดเคยหวังว่าอยากจะได้ จิตก็แทบจะไม่ดิ้นรนอะไรแล้ว เหลือเพียงปัญหาและภาระเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นที่ต้องจัดการให้เสร็จ คงใช้เวลาไม่นานนัก

เหตุผลอีกอย่างที่ทำให้ต้องรีบทำเมื่อมีโอกาสก็คือ คนในสังคมนี้มีหลายคนที่ไม่มีสิทธิ์ที่จะทำแบบนี้กันได้ทุกคน เวลาเราเดินไปเห็นคนที่เขาไม่มีแม้แต่สิทธิ์ที่จะทำแล้วมันก็สะกิดใจเราทุก ๆ ครั้งไป เช่นเวลาเดินไปเห็นคนพิการแขนขาด ขาขาด ก็จะคิดว่าโชคดีที่เราไม่เป็นแบบนั้น โชคดีที่เราไม่ได้เป็นเอดส์ โชคดีที่เราไม่ได้ปากเบี้ยวปากแหว่ง โชคดีที่เราไม่ได้ปัญญาอ่อน โชคดีที่เราไม่ได้ติดคุก โชคดีที่เราไม่ได้เป็นอัมพาต โชคดีที่เราไม่ได้เป็นกะเทยเกิดมาผิดเพศ โชคดีที่เราไม่ตาบอด โชคดีที่เราไม่หูหนวก โชคดีที่เราไม่ได้เกิดเป็นเดรัจฉาน ฯลฯ เพราะสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าเราเป็นแม้แต่อย่างเดียวก็หมดสิทธิ์ที่จะเดินเส้นทางสายสมณะ ถ้าวันหนึ่งเราเกิดพลาดมีอะไรเกิดขึ้นกับเราก็เป็นอันหมดสิทธิ์ ถ้าวันนั้นมาถึงเราจะไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะตัดสินใจเลือกว่าจะไปหรือไม่ไป

คำถามสำหรับตัวเองวันนี้ไม่ได้ถามว่า จะไปหรือไม่ไปดี แต่เป็นคำถามที่ว่า จะไปให้เร็วที่สุดเมื่อไหร่ดี

No comments: