Monday, July 18, 2005

จิตโง่

ก่อนหน้านี้เคยคิดว่่าตัวเองเป็นคนฉลาด ตั้งแต่เริ่มหัดตามดูจิตผ่านมาปีกว่า เริ่มเห็นความจริงเป็นระยะ ๆ เริ่มเห็นความจริงแล้วว่าเรานั้นแสนโง่ โดยเฉพาะจิตของเรานั้นโคตรโง่ ชอบกระโจนลงไปในอารมณ์สกปรก โสโครก เช่นชอบกระโจนลงไปในอารมณ์โกรธ โทสะ (บางครั้งก็ราคะ) พอกระโจนลงไปแล้วก็เป็นทุกข์ ทุรนทุราย ทรมาน พอหายได้ไม่นานก็หาอารมณ์สกปรกตัวใหม่กระโดดลงไปอีก แล้วไม่ยอมเข็ด อารมณ์เดิม ๆ ทุกข์แบบเดิม ๆ ทุรนทุรายแบบเดิม ๆ กระโจนลงไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้จักเข็ดจักจำ กิเลสก็หน้าเดิม ๆ นั่นแหละ อย่างนี้ไม่เรียกว่าโง่ก็ไม่รู้จะใช้คำว่าอะไร

ยกตัวอย่างเวลาขับรถอยู่บนถนนแล้วมีคนขับรถเร็ว ๆ มาแซง หรือปาดหน้า จะเกิดอาการหงุดหงิดอยากจะเอาคืน รู้สึกเหมือนเสียศักดิ์ศรี จริง ๆ แล้วจิตมันกระโจนลงไปในอารมณ์โทสะ ถ้าพอมีสติตามดูมันบ้างจะเห็นอาการเร่าร้อนของมัน และก็ดิ้นรน จะทำนั่นจะทำนี่ เอาไฟมาเผาหัวใจตัวเองอยู่นั่นแหละ

ก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นเพราะส่วนใหญ่จะหลงไปกับมัน แต่พอมาเจริญสติตามดูจิตนี่เห็นชัดเจน พอมันกระโจนลงไปแล้วความร้อนความทุกข์มันจะเผาหัวใจขึ้นทันที ก็จะรู้สึกตัวขึ้นมา เอ้า.... โดนอีกแล้ว เอาอีกแล้ว ก่อนหน้านี้ก็เป็นแต่ไม่เคยเห็นไม่เคยมองมันในปัจจุบันขณะที่มันเกิด แต่พอมาตามสะกดรอยมันเรื่อย ๆ จึงเริ่มเห็นว่าจิตของเรานี่มันแสนโง่จริง ๆ

หลังจากจิตเริ่มรู้ว่าตัวเองโง่ มันก็เริ่มจะฉลาดขึ้นมาบ้างหาทางที่จะไม่กระโจนลงไป เปรียบเสมือนเมื่อก่อนเคยจับหินร้อน ๆ แต่ไม่รู้ว่ามันเป็นไฟ ไม่รู้ว่ามันร้อน นึกว่ามันเย็น ก็จับเอาด้วยความหลงผิด แต่จับทีไรก็ร้อนทุกทีแต่มันไม่เคยสังเกตตัวเอง ไม่เคยรู้ ก็เลยไม่เคยเข็ด พอมาเจริญสติมันเริ่มรู้แล้วว่าอะไรร้อน อะไรเย็น แล้วมันก็จะพยายามเลี่ยงไม่กระโจนลงไป ตรงนี้มันเป็นของมันเองเราไม่ได้เข้าไปควบคุมมันหรอก เพราะมันควบคุมไม่ได้อยู่แล้ว แต่ดูเหมือนอนุสัยเดิมจะเยอะ คือมันรู้ตัวไม่ค่อยเร็ว ส่วนใหญ่ตอนที่รู้ตัวก็อยู่ในบ่ออารมณ์สกปรกเรียบร้อยแล้ว กำลังแช่อยู่ในบ่อของอารมณ์สกปรกนั้น ถ้าเราพยายามที่จะตะเกียกตะกายขึ้นมา ดิ้นรนเพื่อที่จะขึ้นจากอารมณ์ที่ไม่ดีนั้น เราจะทำไม่ได้ พอรู้ตัวว่าตัวเองแช่อยู่แล้วดิ้นรนจะหนีเหมือนกับยิ่งไปเติมเชื้อให้มันยิ่งไปกันใหญ่ จะมีความทุกข์แทรกขึ้นมาจากการอยากหนีจากอารมณ์เหล่านั้นอีก ในทางปฏิบัติก็คืออยู่เฉย ๆ กำลังแช่อยู่ในอารมณ์สกปรกก็รู้ว่ากำลังอยู่ แล้วไม่ดิ้นรนไม่อยากให้มันหลุด ดูขณะจิตที่มันแช่อารมณ์นั้นไปเล่น ๆ ซักพักเดี๋ยวมันก็หายเอง เพราะไม่มีอะไรคงทนอยู่ได้ถาวร หรือตลอดกาล ในที่สุดจิตก็จะขึ้นจากบ่อโสโครกได้เร็ว และขึ้นแบบสบาย ๆ ลอยตัวขึ้นมา ไม่ได้ตะเกียกตะกายด้วยความลำบากนัก

ถึงแม้จิตมันจะยังไม่ฉลาดพอที่จะไม่กระโจนลงไปในอารมณ์สกปรก แต่อย่างน้อยมันก็มีวิธีขึ้นจากอารมณ์นั้นโดยไม่ลำบากนัก นี่เป็นวิถีธรรมชาติของจิตเราไม่ต้องไปสอนมัน เพียงแค่ให้มันเห็นความจริงบ่อย ๆ ความจริงที่ง่าย ๆ นี่แหละ พอมันเห็นความจริง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เดี๋ยวมันก็จะค่อย ๆ ฉลาดขึ้นมาเอง แต่ตอนเห็นต้องระวังอย่าไปเผลอคิด เพื่อสอนมันก็พอ เพราะความคิดจะไปกวนไม่ให้มันเห็นตามความเป็นจริง ถ้ามันไม่เห็นความเป็นจริงมันก็จะไม่มีวันที่จะฉลาดขึ้นมาได้

No comments: