Tuesday, July 19, 2005

หน้าอมทุกข์

เวลาที่มีความรู้สึกตัวขึ้นมา บ่อยครั้งที่ผมเอาจิตไปสัมผัสรู้กล้ามเนื้อในส่วนของใบหน้า เพื่อที่จะดูว่าหน้าของเราในขณะนั้นเป็นอย่างไร ทุกครั้งที่สัมผัสลงไปจะพบว่าใบหน้าของเรานั้นจะออกไปทางทุกข์ ๆ หมอง ๆ เศร้า ๆ ตึง ๆ หรือไม่ก็เครียด ๆ แทบไม่เคยสัมผัสเจอรอยยิ้มบนในหน้าในขณะที่ตัวเองเผลอเลย พอเห็นหน้าทุกข์แบบนั้นแล้วผมก็จะนึกถึงพระพุทธรูปขึ้นในจิตใจ พอเห็นภาพท่านยิ้ม แล้วก็จะยิ้มเบา ๆ เหมือนอย่างท่าน จิตใจจะสดชื่นและสว่างขึ้นทันที



สังเกตุดูให้ดีนะครับว่าพระพุทธรูปนั้นท่านยิ้มอย่างอ่อนโยน สดชื่น ละมุนละไม สงบ และเยือกเย็น ในชีวิตประจำวันยากมากที่จะเห็นมนุษย์ทั่ว ๆ ไปยิ้มเหมือนอย่างท่าน

เท่าที่ติดตามดูทั้งตนเองและสังเกตผู้อื่นมานานพบว่า ใบหน้าคนเรานั้นจะยิ้มในขณะที่คุยกันกับคนที่เรารู้จักหรือคุ้นเคย ส่วนเวลาที่อยู่คนเดียว ในขณะที่คิด ขณะที่นั่งอยู่บนรถประจำทาง ยืนในลิฟท์ เดินเข้าบริษัท นั่งกินข้าว อาบน้ำ ฯลฯ ใบหน้าคนเรานั้นจะออกไปทางหมอง ๆ เสมอ ยิ่งคนไหนที่กำลังอยู่ในช่วงที่ชีวิตมีความทุกข์ยิ่งจะแสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจน

ผมเคยนั่งรถเมล์ในกรุงเทพฯ สังเกตดูคนในรถทั้งคันหาคนยิ้มแทบไม่ได้ คนที่ยิ้มส่วนใหญ่ก็ยิ้มตอนที่คุยกับเพื่อนที่มาด้วยกันเท่านั้น ส่วนคนที่มาคนเดียวนั้น จะปล่อยให้ตัวเองไปอยู่ในโลกของความคิด คิดอะไรก็ไม่รู้แล้วก็เหม่อ ๆ ลอย ๆ ส่วนใบหน้าก็ปล่อยให้มันหมอง ๆ เศร้า ๆ เครียด ๆ ยิ่งถ้าวันไหนรถติดมาก ๆ แต่ละคนจะแสดงอาการกระวนกระวาย มีความทุกข์เพิ่มขึ้นบนใบหน้าอย่างเห็นได้ชัด

มนุษย์เรานั้นวิ่งหาแต่ความสุขจากข้างนอก จากเพื่อน จากคนรัก จากหนัง จากละคร จากอาหาร จากเพลง จากสิ่งของนอกกาย แต่ความสุขภายในซึ่งหาได้ง่าย ๆ มีได้ไม่จำกัด และมีให้หยิบฉวยอยู่ทั้งวันกลับหากันไม่เป็น หยิบกันไม่เป็น

ช่วงที่ผ่านมาเวลาผมรู้สึกตัว มีสติ ใบหน้าก็จะยิ้มเบา ๆ เสมอ เป็นเทคนิคการเติมความสุขให้กับชีวิต ให้กับการภาวนาไปในตัว พอเผลอปุ๊บ หน้าก็จะหยุดยิ้มและหมองทันที มีวันนึงผมไปกินเลี้ยง ช่วงที่ไม่ได้คุยกับใครผมก็จะรู้สึกตัวและก็นั่งยิ้มเบา ๆ เหมือนพระพุทธรูปท่านยิ้ม มีคนหนึ่งเขานั่งสังเกตผม แล้วก็บอกผมว่า รู้ตัวหรือเปล่าว่านั่งยิ้มอยู่คนเดียว ผมตอบว่ารู้ (เพราะผมยิ้มจากความรู้สึกตัว ไม่ได้ยิ้มเหมือนคนทั่วไปที่การนั่งยิ้มอยู่คนเดียว จะมาจากการนั่งคิดถึงเรื่องที่มีความสุขในอดีต) แล้วเขาก็ถามต่อว่าคิดเรื่องอะไรอยู่เห็นยิ้มอยู่ตั้งนาน ผมไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร เพราะถ้าผมตอบว่ายิ้มจากการรู้สึกตัว และมีสติ เขาก็คงไม่เข้าใจ ผมก็เลยตอบไปว่า ไม่ได้คิดอะไรเพียงแค่นั้น

บางวันผมนั่งอยู่บนรถประจำทางผมก็นั่งยิ้มอยู่คนเดียว คนอื่น ๆ ทั้งรถหน้าบึ้งกันหมดรวมทั้งคนขับด้วย สงสัยผมจะบ้าอยู่คนเดียว มีอยู่วันนึงนั่งเล่นอยู่กับย่า ช่วงที่ไม่ได้คุยกันผมก็จะนั่งยิ้ม พอมองดูหน้าย่าจะเห็นความหมองลงอย่างเห็นได้ชัด และก็ปล่อยตัวเองให้เหม่อลอย ไม่รู้คิดไปถึงไหน ผมก็นั่งยิ้มเจริญสติมองหน้าท่านอยู่นาน แล้วท่านก็รู้สึกตัวขึ้นมา หันหน้ามาทางผมเห็นผมกำลังนั่งยิ้มมองท่านอยู่ ท่านก็เลยถามแบบงง ๆ ปนกับอารมณ์ขุ่น ๆ ว่า "ยิ้มอะไร" ผมก็เลยตอบว่า "ยิ้มแบบพระพุทธเจ้า ย่ายิ้มเป็นหรือเปล่า" ดูเหมือนท่านจะงงกว่าเดิมเสียอีก พยายามอธิบายเรื่องการเจริญสติตามดูจิตให้ท่านฟัง แต่ก็ดูเหมือนท่านจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร เพราะอธิบายมาหลายครั้งแล้ว ทุก ๆ ครั้งเหมือนจะเข้าใจ พอวันหลังไปถามดูก็เหมือนเริ่มต้นจากศูนย์ใหม่อีกรอบ

ลองดูนะครับสำหรับคนภาวนาที่ต้องการเติมความสุขเล็ก ๆ แต่ให้ผลที่ยิ่งใหญ่กับชีวิต

No comments: