วัดป่าภูผาสูงเป็นวัดที่เคยมาหลายครั้งแล้ว ตอนที่บวชก็ได้มาพักที่นี่ระยะหนึ่ง ที่วัดนี้ถือว่าสถานที่เป็นสัปปายะ เหมาะแก่การภาวนา ได้รู้จักกับท่านอาจารย์มหาธีรนาถ ก็เลยได้ช่วยงานท่านตามโอกาสอันควร และก็ได้ไปที่วัดป่าบ่อย ๆ ท่านอาจารย์มีผลงานทางด้านธรรมะ ที่มีคุณภาพค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็นสารคดี เทศน์ และงานหนังสือต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น หนังสือพ่อแม่ครูบาอาจารย์ มหาบุรุษ ประวัติหลวงปู่เจี๊ยะ ประวัติหลวงปู่สุวัจน์ พระอานนท์พุทธอนุชา อิสิทาสีภิกษุณี สภาภิกษุณี ฯลฯ
วันนี้เป็นวันวิสาขบูชาก็เลยขึ้นมาช่วยงานท่านอาจารย์ตามสมควรไม่ได้คุยกับท่านนานนักเพราะญาติโยมมาเยอะ โดยปกติจะนั่งคุยกับท่าน นาน ๆ และก็คุยกับท่านเรื่องทำ www.pupasoong.com ให้ท่านนิดหน่อย หลังจากนั้นจึงเดินทางต่อไปสระบุรี เพื่อไปงานขึ้นบ้านใหม่ของน้า แต่สิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมพุทธเป็นอย่างยิ่งคือ งานขึ้นบ้านใหม่ครั้งนี้จัดใหญ่โตมีการกินเหล้าเมามาย เห็นสภาพแล้วไม่น่าดู ถ้าคิดว่าเป็นฤกษ์ดีในการขึ้นบ้านใหม่เป็นวันวิสาขบูชา เป็นวันพระใหญ่ ใหญ่ที่สุดในบรรดาวันพระใหญ่ทั้งหมดเลยด้วย แล้วตอนเย็นมาจัดงานเลี้ยงเหล้าเมามายแบบนี้ไม่ถูกต้อง ไม่ควรทำ ผมไม่ขอพูดเรื่องเป็นมงคลหรือไม่เป็นมงคลก็แล้วกัน เพราะพระพุทธเจ้าท่านไม่ให้ถือมงคลตื่นข่าว ประเภทฤกษ์ยาม ท่านให้ถือมงคลตื่นตัว มีสติ ทำดีตอนไหนก็ดีตอนนั้น ทำดีที่ไหนก็ดีที่นั่น แต่สิ่งที่ควรตระหนักให้มากคือ วันนี้เป็นวันที่ชาวพุทธพร้อมใจกันรำลึกถึงพระพุทธเจ้า รำลึกถึงคุณของท่านที่ท่านได้มอบศาสนาที่ดีมีค่าแก่เรา แต่การมาจัดงานแบบนี้ไม่เพียงเป็นการไม่ฟังคำสอนของพระองค์ มิหนำซ้ำยังเป็นการแสดงความไม่เคารพในพระพุทธเจ้าอีกด้วย ถ้าจะจัดจริง ๆ อย่างน้อยที่สุดก็หลีกเลี่ยงไปจัดวันอื่น ไม่ใช่วันวิสาขบูชา มองเห็นคนเมา เต้นหน้าเวที เกี้ยวพาราสีนักร้อง หางเครื่อง แล้วสังเวชใจ เกิดความสลดหดหู่ใจ นี่หรือคนที่นับถือศาสนาพุทธ ขออย่าได้มีคนอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่างอีกเลย
Monday, May 23, 2005
Monday, May 02, 2005
วันที่ ๒๓๒ หลวงปู่ทา จารุธัมโม
ชวนเพื่อน ๆ ไปวัดถ้ำซ้ำมืด ของหลวงปู่ทา จารุธัมโม พอเดินเข้าไปในวัดและดูรอบ ๆ ก็พอจะเดาได้ว่าท่านเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบองค์หนึ่งในประเทศไทย เพราะที่วัดจะเขียนป้ายไว้ชัดเจนว่า ไม่มีเครื่องราง ของขลัง พระเครื่อง พระเหรียญ อะไรทั้งสิ้น นี่แหละแนวทางของพระแท้ ของพระพุทธเจ้า เข้าใจว่าทางวัดประกาศไว้ป้องกันคนแอบอ้างกลัวว่าญาติโยมจะโดนหลอก ส่วนตัววัดเองก็สะอาดร่มรื่น อยู่ในป่าในเขาลึกมาก ทางเข้าก็ลำบาก แต่ญาติโยมไม่รู้มาจากไหนเต็มไปหมด เราขับรถเข้าไปยังรู้สึกว่ามันลำบาก แต่คนก็มากันไม่หยุด
พอเดินไปที่กุฏิท่าน สิ่งที่ประทับใจมาก ๆ ก็คือ องค์ท่านนั้นถึงแม้อายุจะมากขนาดนี้ แต่สติสัมปชัญญะ นั้นดูท่านปกติดีมาก และหน้าท่านจะผ่องใสมาก ในความรู้สึกเราผ่องเหมือนที่ เคยเห็นหลวงปู่ศรี มหาวีโร กับอาจารย์ปราโมทย์ เหมือนครั้งสมัยพุทธกาล ที่ท่านสารีบุตรได้เจอกับ พระอัสสชิ ครั้งแรก และได้กล่าวคำพูดกับพระอัสสชิว่า "อินทรีย์ของท่านผ่องใส ผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง ท่านบวช เฉพาะใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน" ผู้ที่ปฏิบัติได้ดีส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นอย่างนี้ กินน้อย นอนน้อย งดเว้นกามราคะ จิตใจผ่องใส ทำให้กายของท่านผ่องใสไปด้วย นั่งดูท่านแล้วจิตเย็น ๆ ก่อให้เกิดความสงบร่มเย็นในใจของเรา
ตอนสาย ๆ ได้มีโอกาสเข้าไปขอคำแนะนำการภาวนากับท่าน ท่านก็แนะนำให้ มีสติ สัมปชัญญะ กำหนดดูจิตใจไว้ ท่านจะสอนง่าย ๆ แค่นี้ คนธรรมดาอาจจะฟังว่าธรรมดา แต่สำหรับเราทราบแล้วว่านี่แหละคือทางสายเอก มีบางอย่างที่ไม่เข้าใจในสิ่งที่ท่านพูดเรื่องใจ ขอเก็บไว้ก่อนไม่อธิบายเพราะไม่มีประโยชน์มากนัก เพราะมันอยู่ในชั้นของความคิด ไม่ใช่ความจริง หรือสภาวะจริง ๆ ที่เกิดขึ้น เพราะตัวที่สงสัย ตัวที่ไม่เข้าใจ มันเป็นสมอง ไม่ใช่จิต
พอเดินไปที่กุฏิท่าน สิ่งที่ประทับใจมาก ๆ ก็คือ องค์ท่านนั้นถึงแม้อายุจะมากขนาดนี้ แต่สติสัมปชัญญะ นั้นดูท่านปกติดีมาก และหน้าท่านจะผ่องใสมาก ในความรู้สึกเราผ่องเหมือนที่ เคยเห็นหลวงปู่ศรี มหาวีโร กับอาจารย์ปราโมทย์ เหมือนครั้งสมัยพุทธกาล ที่ท่านสารีบุตรได้เจอกับ พระอัสสชิ ครั้งแรก และได้กล่าวคำพูดกับพระอัสสชิว่า "อินทรีย์ของท่านผ่องใส ผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง ท่านบวช เฉพาะใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน" ผู้ที่ปฏิบัติได้ดีส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นอย่างนี้ กินน้อย นอนน้อย งดเว้นกามราคะ จิตใจผ่องใส ทำให้กายของท่านผ่องใสไปด้วย นั่งดูท่านแล้วจิตเย็น ๆ ก่อให้เกิดความสงบร่มเย็นในใจของเรา
ตอนสาย ๆ ได้มีโอกาสเข้าไปขอคำแนะนำการภาวนากับท่าน ท่านก็แนะนำให้ มีสติ สัมปชัญญะ กำหนดดูจิตใจไว้ ท่านจะสอนง่าย ๆ แค่นี้ คนธรรมดาอาจจะฟังว่าธรรมดา แต่สำหรับเราทราบแล้วว่านี่แหละคือทางสายเอก มีบางอย่างที่ไม่เข้าใจในสิ่งที่ท่านพูดเรื่องใจ ขอเก็บไว้ก่อนไม่อธิบายเพราะไม่มีประโยชน์มากนัก เพราะมันอยู่ในชั้นของความคิด ไม่ใช่ความจริง หรือสภาวะจริง ๆ ที่เกิดขึ้น เพราะตัวที่สงสัย ตัวที่ไม่เข้าใจ มันเป็นสมอง ไม่ใช่จิต
Tuesday, April 26, 2005
วันที่ ๒๒๖ อยากบวช
หลังจากกลับมาจากอาจารย์ ดูเหมือนว่าจิตมันวนเวียนอยู่กับคำว่า “จะบวชเหรอ” ของท่านอาจารย์ วนไปวนมาแต่ไม่หนักมาก แต่คำพูดของท่านอาจารย์มากระตุ้นความอยากบวชที่ฝังอยู่ในใจให้ แต่ก็ยังไม่เท่าไร
เมื่อวานพาแฟนไปโอนเงินที่ตู้เอทีเอ็ม แล้วแฟนเขาก็ถามเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ว่ามันหายไปไหน เขาสงสัยว่าเราใช้เกินไปหรือเปล่า เราเองไม่ได้ใช้จ่ายมั่ว ๆ และก็ไม่ได้ซื้อของชิ้นใหญ่ ๆ และก็ไม่ได้ซ่อนได้โกงอะไรเลย มันก็เลยเป็นสาเหตุให้อารมณ์เสียขึ้นมาทันที ก็รู้สึกตัวอยู่นะว่าอารมณ์มันเปลี่ยน แต่มันไม่หาย แต่การอารมณ์เสียหรือโกรธนี้ไม่สำคัญเพราะเดี๋ยวมันก็หาย แต่สิ่งสำคัญก็คือ เหตุการณ์นี้เป็นเหมือนการกระตุ้นความอยากบวชเป็นครั้งที่สองในเวลาไล่เลี่ยกัน หลังจากประโยคที่แฟนเขาพูดจบได้ครู่เดียวก็เกิดคลื่นความคิด (จิตมันโดนลากไปอยู่ในโลกของความคิด ด้วยอำนาจของความอยาก) ว่าเออชีวิตคู่มันก็เป็นแบบนี้นะ หาความสุขที่แท้จริงไม่ได้หรอก มีแต่ทุกข์ไปวัน ๆ นั่นแหละ แล้วความคิดเรื่องการบวช ลูกแล้วลูกเล่าก็เกิดขึ้น จะบวชอย่างไร เมื่อไหร่ เร็ว ๆ นี้จะทำได้ยังไง มาเป็นขบวนเลยคราวนี้ เหตุผลสารพัดระเพความคิดมันไปซอกแซกหามาให้ ว่าทำไมต้องบวช บวชแล้วจะดีอะไร อายุก็พอสมควรกำลังดี ชีวิตอยู่ไปจะดีอะไรเดี๋ยวไม่กี่ปีก็แก่ ก็ตายแล้ว มัวแต่ทำเรื่องไร้สาระอยู่นี่แหละ ดูท่านอาจารย์สิ กว่าจะเรียนจบกว่าจะทำงาน สุดท้ายท่านก็ออกบวช อีกแค่ไม่กีปีเราก็จะอายุเท่าท่านเหมือนกัน อีกอย่างพระดี ๆ ที่เป็นพระของพระพุทธเจ้า เป็นพระเหมือนครั้งสมัยพุทธกาลจริง ๆ นั้นหายากเหลือเกิน สิ่งที่เราทำอยู่เป็นวิศวกร เป็นโปรแกรมเมอร์ ที่ดี ของสังคมนั้น พอจะหาได้อยู่มาก ไม่มีเราก็ไม่เสียหายอะไรมาก แต่พระแท้ ๆ ของพระพุทธเจ้า ผู้ที่บวชเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง และก็ทำตามสิ่งที่พระศาสดาสอนอย่างเคร่งครัดและถูกต้องนั้นหายากเหลือเกิน แต่ถ้าเราบวชเราจะเป็นพระแท้ของพระพุทธเจ้าให้ได้ เพื่อตัวเรา เพื่อสังคม และเพื่อพระพุทธศาสนา
ในระหว่างที่จิตหาเหตุผลของการบวชมา ก็จะนึกถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในระหว่างบวช คือช่วงที่มันจะทนไม่ได้ ช่วงที่อยากสึกก็จะมีแน่นอน จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน เราจะผ่านมันไปได้อย่างไร จิตของเรามีภูมิต้านทานเพียงพอแก่อาการอยากสึก ระหว่างที่บวชหรือยัง ถ้าจะบวชจริง คงต้องปรึกษาอาจารย์หนัก ๆ สักครั้งหนึ่ง
สองหน้าของสัจจธรรม พอดีไปอ่านเจอคำสอนของหลวงปู่ชา ในชีวิตของเรามีทางเลือกอยู่สองทาง คือคล้อยตามไปกับโลก หรือพยายามปฏิบัติให้อยู่เหนือโลก พระพุทธเจ้านั้นท่านทรงปฏิบัติจนพระองค์เองทรงพ้นโลก ด้วยการตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ ในทำนองเดียวกัน ปัญญาก็มีสอง คือปัญญาโลกีย์ กับปัญญาโลกุตตระ หากเราไม่ภาวนาฝึกปฏิบัติอบรมตนเอง ถึงจะมีปัญญาปานใด ก็เป็นเพียงปัญญาโลกีย์ เป็นโลกียวิสัย จะหลุดพ้นโลกไปไม่ได้ เพราะโลกียวิสัยนั้น มันเวียนไปตามโลก เมื่อเวียนคล้อยไปตามโลก จิตก็เป็นโลกคิดอยู่แต่จะหามาใส่ตัว อยู่ไม่เป็นสุข หาไม่รู้จักพอ วิชาโลกีย์เลยกลายเป็นอวิชชา หาใช่วิชชาความรู้แจ้งไม่ มันจึงเรียนไม่จบสักที เพราะมัวไปตามลาภ ตามยศ ตามสรรเสริญ ตามสุข พาใจให้ติดข้องเป็นกิเลสกองใหญ่
คนอยู่ครองโลก ครองบ้าน ครองเมือง ทำทุกอย่างก็อยากให้มันสำเร็จ แต่ไม่มีทางสำเร็จหรอก เรื่องของโลกมันจบไม่เป็น ถ้าทำตามโลกแล้วจบได้ พระพุทธเจ้าท่านก็คงทรงทำแล้ว เพราะท่านครองโลกอยู่ก่อน แต่นี่มันทำไม่ได้
ว่าจะทำให้หมดนั้น มันหมดไม่เป็นหรอก เหมือนกันกับพ่อค้า พบใครก็ว่าถ้าหมดหนี้หมดสินแล้วจะบวช เมื่อไรมันจะหมดเป็น เพราะพอหมดหนี้เก่า ก็กู้มาใหม่อีก พ่อค้าก็ไม่มีวันหมดหนี้หมดสิน เมื่อกู้ไม่หยุด แล้วจะหมดได้อย่างไร นี่แหละปัญญาโลกีย์ มาฝึกทางโลกุตตระ โลกุตตระนี้อยู่ได้ยาก ผู้ใดหวังมรรค หวังผล หวังนิพพาน จึงจะทนอยู่ได้
เมื่อวานพาแฟนไปโอนเงินที่ตู้เอทีเอ็ม แล้วแฟนเขาก็ถามเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ว่ามันหายไปไหน เขาสงสัยว่าเราใช้เกินไปหรือเปล่า เราเองไม่ได้ใช้จ่ายมั่ว ๆ และก็ไม่ได้ซื้อของชิ้นใหญ่ ๆ และก็ไม่ได้ซ่อนได้โกงอะไรเลย มันก็เลยเป็นสาเหตุให้อารมณ์เสียขึ้นมาทันที ก็รู้สึกตัวอยู่นะว่าอารมณ์มันเปลี่ยน แต่มันไม่หาย แต่การอารมณ์เสียหรือโกรธนี้ไม่สำคัญเพราะเดี๋ยวมันก็หาย แต่สิ่งสำคัญก็คือ เหตุการณ์นี้เป็นเหมือนการกระตุ้นความอยากบวชเป็นครั้งที่สองในเวลาไล่เลี่ยกัน หลังจากประโยคที่แฟนเขาพูดจบได้ครู่เดียวก็เกิดคลื่นความคิด (จิตมันโดนลากไปอยู่ในโลกของความคิด ด้วยอำนาจของความอยาก) ว่าเออชีวิตคู่มันก็เป็นแบบนี้นะ หาความสุขที่แท้จริงไม่ได้หรอก มีแต่ทุกข์ไปวัน ๆ นั่นแหละ แล้วความคิดเรื่องการบวช ลูกแล้วลูกเล่าก็เกิดขึ้น จะบวชอย่างไร เมื่อไหร่ เร็ว ๆ นี้จะทำได้ยังไง มาเป็นขบวนเลยคราวนี้ เหตุผลสารพัดระเพความคิดมันไปซอกแซกหามาให้ ว่าทำไมต้องบวช บวชแล้วจะดีอะไร อายุก็พอสมควรกำลังดี ชีวิตอยู่ไปจะดีอะไรเดี๋ยวไม่กี่ปีก็แก่ ก็ตายแล้ว มัวแต่ทำเรื่องไร้สาระอยู่นี่แหละ ดูท่านอาจารย์สิ กว่าจะเรียนจบกว่าจะทำงาน สุดท้ายท่านก็ออกบวช อีกแค่ไม่กีปีเราก็จะอายุเท่าท่านเหมือนกัน อีกอย่างพระดี ๆ ที่เป็นพระของพระพุทธเจ้า เป็นพระเหมือนครั้งสมัยพุทธกาลจริง ๆ นั้นหายากเหลือเกิน สิ่งที่เราทำอยู่เป็นวิศวกร เป็นโปรแกรมเมอร์ ที่ดี ของสังคมนั้น พอจะหาได้อยู่มาก ไม่มีเราก็ไม่เสียหายอะไรมาก แต่พระแท้ ๆ ของพระพุทธเจ้า ผู้ที่บวชเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง และก็ทำตามสิ่งที่พระศาสดาสอนอย่างเคร่งครัดและถูกต้องนั้นหายากเหลือเกิน แต่ถ้าเราบวชเราจะเป็นพระแท้ของพระพุทธเจ้าให้ได้ เพื่อตัวเรา เพื่อสังคม และเพื่อพระพุทธศาสนา
ในระหว่างที่จิตหาเหตุผลของการบวชมา ก็จะนึกถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในระหว่างบวช คือช่วงที่มันจะทนไม่ได้ ช่วงที่อยากสึกก็จะมีแน่นอน จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน เราจะผ่านมันไปได้อย่างไร จิตของเรามีภูมิต้านทานเพียงพอแก่อาการอยากสึก ระหว่างที่บวชหรือยัง ถ้าจะบวชจริง คงต้องปรึกษาอาจารย์หนัก ๆ สักครั้งหนึ่ง
สองหน้าของสัจจธรรม พอดีไปอ่านเจอคำสอนของหลวงปู่ชา ในชีวิตของเรามีทางเลือกอยู่สองทาง คือคล้อยตามไปกับโลก หรือพยายามปฏิบัติให้อยู่เหนือโลก พระพุทธเจ้านั้นท่านทรงปฏิบัติจนพระองค์เองทรงพ้นโลก ด้วยการตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ ในทำนองเดียวกัน ปัญญาก็มีสอง คือปัญญาโลกีย์ กับปัญญาโลกุตตระ หากเราไม่ภาวนาฝึกปฏิบัติอบรมตนเอง ถึงจะมีปัญญาปานใด ก็เป็นเพียงปัญญาโลกีย์ เป็นโลกียวิสัย จะหลุดพ้นโลกไปไม่ได้ เพราะโลกียวิสัยนั้น มันเวียนไปตามโลก เมื่อเวียนคล้อยไปตามโลก จิตก็เป็นโลกคิดอยู่แต่จะหามาใส่ตัว อยู่ไม่เป็นสุข หาไม่รู้จักพอ วิชาโลกีย์เลยกลายเป็นอวิชชา หาใช่วิชชาความรู้แจ้งไม่ มันจึงเรียนไม่จบสักที เพราะมัวไปตามลาภ ตามยศ ตามสรรเสริญ ตามสุข พาใจให้ติดข้องเป็นกิเลสกองใหญ่
คนอยู่ครองโลก ครองบ้าน ครองเมือง ทำทุกอย่างก็อยากให้มันสำเร็จ แต่ไม่มีทางสำเร็จหรอก เรื่องของโลกมันจบไม่เป็น ถ้าทำตามโลกแล้วจบได้ พระพุทธเจ้าท่านก็คงทรงทำแล้ว เพราะท่านครองโลกอยู่ก่อน แต่นี่มันทำไม่ได้
ว่าจะทำให้หมดนั้น มันหมดไม่เป็นหรอก เหมือนกันกับพ่อค้า พบใครก็ว่าถ้าหมดหนี้หมดสินแล้วจะบวช เมื่อไรมันจะหมดเป็น เพราะพอหมดหนี้เก่า ก็กู้มาใหม่อีก พ่อค้าก็ไม่มีวันหมดหนี้หมดสิน เมื่อกู้ไม่หยุด แล้วจะหมดได้อย่างไร นี่แหละปัญญาโลกีย์ มาฝึกทางโลกุตตระ โลกุตตระนี้อยู่ได้ยาก ผู้ใดหวังมรรค หวังผล หวังนิพพาน จึงจะทนอยู่ได้
Sunday, April 24, 2005
วันที่ ๒๒๔ กราบอาจารย์ปราโมทย์ครั้งที่ ๓
พาน้าอ้อด วิยดา อาษากิจ ไปกราบอาจารย์ปราโมทย์ ตัวเราเองไปเป็นครั้งที่ ๓ แล้ว วันนี้รู้สึกตื่นเต้นกลัว ๆ เวลานั่งอยู่หน้าท่าน โดนท่านทักว่าเรากลัวท่านด้วย ตอนท้ายไปกราบท่าน ให้ท่านแนะนำวัดที่เข้าท่า แถว ๆ โคราช ท่านถามว่า จะบวชเหรอ (คำนี้เหมือนอะไรบางอย่างพุ่งเข้ามาในใจ) ก็เลยบอกท่านว่า เพื่อน ๆ เขาฝากมาถาม ท่านก็เลยแนะนำวัดถ้ำซับมืด ของหลวงปู่ทา อยู่ที่ปากช่อง
Thursday, April 21, 2005
วันที่ ๒๒๑ กลับมาอีกครั้ง
หยุดบันทึกไปนานหลังจากลาสิกขามา ก็ไม่ได้บันทึกเพิ่มเติมอีก แต่การภาวนาไม่ได้หยุดนะ ไปหาอาจารย์ปราโมทย์มาแล้วสองครั้ง ยังเจริญสติมาเรื่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ แต่รู้สึกว่าจิตมันจะขี้เกียจเกินไป มันขี้เกียจทุกข์ ก็ไม่ทุกข์ ขี้เกียจสุข ก็ไม่สุข แล้วมันไม่ค่อยเอาสาระกับอะไรเท่าไร เหมือนกับคนไม่เอาจริง เอาจังกับชีวิตเสียแล้ว แต่ก็ดีนะเบา ๆ ดี แต่มีข้อเสียคือเหลวไหลไปหน่อย ทำให้อะไร ๆ หย่อนไปพอสมควร เช่นไม่ตื่นแต่เช้าเหมือนแต่ก่อน แต่มันไม่ทุกข์นะ (ทุกข์น้อยกว่าแต่ก่อนมาก เพราะส่วนใหญ่ความคิดมันจะดับเมื่อมีสติ พอความคิดดับ ความทุกข์ก็หายหัวตามกันไป) แต่ว่าจะลองแนวทางใหม่ ว่าจะทำอะไรฝากไว้ให้ชาวโลก ให้สังคม เท่าที่จะทำได้ การปล่อยไปแบบนี้ กับตัวเองก็ดีไม่เสียหายอะไร แต่ถ้าขยันทำอย่างอื่นเพิ่มบ้างอาจจะทำให้มีกำลัง เผยแพร่ คุณงามความดี และ เผยแพร่พระพุทธศาสนาได้มากกว่านี้ก็เป็นได้ ต้องลองดู
Saturday, March 05, 2005
วันที่ ๑๗๕ กราบอาจารย์ปราโมทย์ครั้งที่ ๒
ออกเดินทางจากโคราชไปพักกับน้องสาวที่กรุงเทพฯ หนึ่งคืน ก่อนออกเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่ไปกาญจณบุรี ขณะเดินทางมีความร้อนรนใจพอสมควร เพราะเกรงว่าจะไปไม่ทัน ถึงแม้จะมีสติอยู่ตลอดทางแต่ ความกังวลมันก็ผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ คิดดูขนาดจะเดินทางไปวัดเพื่อไปหาบุญหากุศล จิตมันยังเป็นอกุศลได้ ความกังวลผุดมาเป็นระยะ ๆ ซึ่งถือเป็นโทสะประเภทหนึ่ง คือเป็นความกลัว กลัวว่าจะไปไม่ทันนั่นเอง แล้วก็ลงท้ายด้วยความทุกข์ กังวลหนึ่งครั้ง ปรุงหนึ่งครั้ง ก็ทุกข์ไปหนึ่งครั้ง แล้วก็ดับไปไม่มีอะไรเหลือ แต่ขึ้นชื่อว่าทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์เล็กทุกข์น้อยไม่มีอะไรดี
เดินทางไปถึงวัดพบว่าญาติโยมเต็มศาลากำลังถวายอาหาร แต่เราไม่ได้เอาอาหารไปเพราะแค่จะมาให้ทันก็จะแย่แล้ว ในความรู้สึกส่วนตัวจะอยากถวายอาหารท่านมากเพราะไม่รู้จะตอบแทนบุญคุณท่านอย่างไรจึงจะสมควรแก่สิ่งที่เราได้รับจากท่าน การถวายอาหารคงเป็นส่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พอจะทำได้เอาไว้วันหลังจะพยายามมาให้ทันถวายอาหารท่านให้ได้ พอเข้าไปถึงก็เข้าไปกราบท่าน ท่านก็มองมาทางเรานิดหน่อยแล้วก็ยิ้ม แล้วท่านก็ให้พรสำหรับคนที่ถวายอาหาร เราก็เลยได้รับพรไปด้วย พอรรับพรเสร็จก็ลงไปรับประทานอาหารกับญาติโยมคนอื่น ๆ
พอทานอาหารเสร็จก็พากันขึ้นมานั่งรอท่านบนศาลา ท่านเดินผ่านเราก็ทักว่าเป็นไงบ้าง เรานี่ดีใจแทบตาย แค่ท่านทักก็มีความสุขแล้ว แล้วท่านก็เดินไปนั่ง พอกราบพระเสร็จ ท่านก็เริ่มหันมาคุยกับญาติโยม ท่านก็หันมาถามเราก่อน ว่า "เป็นไงเราสึกแล้วเหรอ สึกตั้งแต่เมื่อไร" เราก็ตอบท่านวา ศึกตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม แล้วท่านก็เริ่มสอนญาติโยมตามวิธีของท่าน วันนั้นเรานั่งด้วยจิตที่มีความสุขชอบกล แล้วท่านก็หันมาถามว่า "เป็นไงบ้างภาวนา" เราก็ตอบว่า เรื่อย ๆ ครับ แล้วท่านก็ถามต่อว่า เรื่อย ๆ นี่ "กุศลหรือ อกุศล" เราก็ตอบว่า อกุศลครับ ท่านก็บอกว่า "ก็ดีแล้วนะจิตเป็นอกุศลก็รู้ว่าอกุศลนี่ดีแล้ว" แล้วท่านก็สอนคนอื่นต่อ คำว่ากุศลและอกุศลในที่นี้ หมายความว่า มีสติ หรือไม่มี จิตที่มีสัมมาสติขณะใด ถือว่าจิตเป็นกุศลขณะนั้น แต่ถ้าขาดสติเมื่อใดเป็นอกุศลเมื่อนั้น เพราะฉะนั้นคำว่าอกุศลในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการที่มีความคิดหยาบช้า เลวทราม ลามก เหมือนความหมายที่คนทั่ว ๆ ไปเข้าใจกัน เพราะฉะนั้นวันทั้งวันเราก็จะมีแต่จิตที่เป็นอกุศลอยู่ทั้งวัน ถึงแม้ว่าขณะนั้นกำลังคิดถึงเรื่องดี ๆ อยู่ ก็เป็นการหลงไปในโลกของความคิด ซึ่งการหลงทุก ๆ อย่างถือเป็น อกุศลธรรม ทั้งหมด เพราะฉะนั้นวันทั้งวันเราจึงมีแต่อกุศล แต่ถ้าเรารู้สึกตัว มีสติขึ้นมาทีหนึ่ง ตัวอกุศลก็ขาดลงทีหนึ่ง เพราะฉะนั้น ที่ท่านบอกว่า "ก็ดีแล้วนะจิตเป็นอกุศลก็รู้ว่าอกุศลนี่ดีแล้ว" ตรงที่ดีคือตรงที่รู้ ไม่ใช่จิตเป็นอกุศลมันดีหรอกนะ
ขณะนั่งฟังเทศน์พยายามมีสมาธิไม่ให้จิตเผลอไปคิดเรื่องอื่น ๆ ถ้าเผลอก็ไปไม่นาน ไม่เกิน ๑ หรือ ๒ วินาทีก็จะกลับมาฟังท่านต่อแล้วก็มีสติเป็นระยะ ก็ถือว่าดีเพราะถ้าเราเผลอนานหน่อยท่านจะทักว่าเผลอไปแล้วนะ เหมือนครั้งแรกที่มา แต่วันนี้ไม่โดนทักเลยก็ถือว่าดี แต่คนอื่นก็โดนกันตามธรรมเนียม ใครเผลอบ่อยท่านก็ทักบ่อย แต่บางคนยังปฏิบัติไม่เป็นเท่าไร ท่านก็จะไม่ทักเพราะเดี๋ยวตกใจ เกร็ง แล้วอึดอัด
เดินทางไปถึงวัดพบว่าญาติโยมเต็มศาลากำลังถวายอาหาร แต่เราไม่ได้เอาอาหารไปเพราะแค่จะมาให้ทันก็จะแย่แล้ว ในความรู้สึกส่วนตัวจะอยากถวายอาหารท่านมากเพราะไม่รู้จะตอบแทนบุญคุณท่านอย่างไรจึงจะสมควรแก่สิ่งที่เราได้รับจากท่าน การถวายอาหารคงเป็นส่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พอจะทำได้เอาไว้วันหลังจะพยายามมาให้ทันถวายอาหารท่านให้ได้ พอเข้าไปถึงก็เข้าไปกราบท่าน ท่านก็มองมาทางเรานิดหน่อยแล้วก็ยิ้ม แล้วท่านก็ให้พรสำหรับคนที่ถวายอาหาร เราก็เลยได้รับพรไปด้วย พอรรับพรเสร็จก็ลงไปรับประทานอาหารกับญาติโยมคนอื่น ๆ
พอทานอาหารเสร็จก็พากันขึ้นมานั่งรอท่านบนศาลา ท่านเดินผ่านเราก็ทักว่าเป็นไงบ้าง เรานี่ดีใจแทบตาย แค่ท่านทักก็มีความสุขแล้ว แล้วท่านก็เดินไปนั่ง พอกราบพระเสร็จ ท่านก็เริ่มหันมาคุยกับญาติโยม ท่านก็หันมาถามเราก่อน ว่า "เป็นไงเราสึกแล้วเหรอ สึกตั้งแต่เมื่อไร" เราก็ตอบท่านวา ศึกตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม แล้วท่านก็เริ่มสอนญาติโยมตามวิธีของท่าน วันนั้นเรานั่งด้วยจิตที่มีความสุขชอบกล แล้วท่านก็หันมาถามว่า "เป็นไงบ้างภาวนา" เราก็ตอบว่า เรื่อย ๆ ครับ แล้วท่านก็ถามต่อว่า เรื่อย ๆ นี่ "กุศลหรือ อกุศล" เราก็ตอบว่า อกุศลครับ ท่านก็บอกว่า "ก็ดีแล้วนะจิตเป็นอกุศลก็รู้ว่าอกุศลนี่ดีแล้ว" แล้วท่านก็สอนคนอื่นต่อ คำว่ากุศลและอกุศลในที่นี้ หมายความว่า มีสติ หรือไม่มี จิตที่มีสัมมาสติขณะใด ถือว่าจิตเป็นกุศลขณะนั้น แต่ถ้าขาดสติเมื่อใดเป็นอกุศลเมื่อนั้น เพราะฉะนั้นคำว่าอกุศลในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการที่มีความคิดหยาบช้า เลวทราม ลามก เหมือนความหมายที่คนทั่ว ๆ ไปเข้าใจกัน เพราะฉะนั้นวันทั้งวันเราก็จะมีแต่จิตที่เป็นอกุศลอยู่ทั้งวัน ถึงแม้ว่าขณะนั้นกำลังคิดถึงเรื่องดี ๆ อยู่ ก็เป็นการหลงไปในโลกของความคิด ซึ่งการหลงทุก ๆ อย่างถือเป็น อกุศลธรรม ทั้งหมด เพราะฉะนั้นวันทั้งวันเราจึงมีแต่อกุศล แต่ถ้าเรารู้สึกตัว มีสติขึ้นมาทีหนึ่ง ตัวอกุศลก็ขาดลงทีหนึ่ง เพราะฉะนั้น ที่ท่านบอกว่า "ก็ดีแล้วนะจิตเป็นอกุศลก็รู้ว่าอกุศลนี่ดีแล้ว" ตรงที่ดีคือตรงที่รู้ ไม่ใช่จิตเป็นอกุศลมันดีหรอกนะ
ขณะนั่งฟังเทศน์พยายามมีสมาธิไม่ให้จิตเผลอไปคิดเรื่องอื่น ๆ ถ้าเผลอก็ไปไม่นาน ไม่เกิน ๑ หรือ ๒ วินาทีก็จะกลับมาฟังท่านต่อแล้วก็มีสติเป็นระยะ ก็ถือว่าดีเพราะถ้าเราเผลอนานหน่อยท่านจะทักว่าเผลอไปแล้วนะ เหมือนครั้งแรกที่มา แต่วันนี้ไม่โดนทักเลยก็ถือว่าดี แต่คนอื่นก็โดนกันตามธรรมเนียม ใครเผลอบ่อยท่านก็ทักบ่อย แต่บางคนยังปฏิบัติไม่เป็นเท่าไร ท่านก็จะไม่ทักเพราะเดี๋ยวตกใจ เกร็ง แล้วอึดอัด
Thursday, January 27, 2005
วันที่ ๑๓๗ กลับมาเป็นฆารวาสอีกครั้ง
วูบแรกที่กลับมาเป็นฆารวาส สิ่งที่เห็นชัดเจนมากคือ ทำไมชีวิตมันรกรุงรังขนาดนี้ อะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด แค่ในห้องนอนก็มีอะไรต่อมิอะไรนับไม่ถ้วนแจกแจงไม่ไหว ตอนบวชมีแค่บาตร กลด แล้วก็บริขารแปด เบาสบายเหลือเกินจะไปไหนก็เดินไป (ขนาดมีแค่นี้เวลาแบกเดินยังหนักเลย ดีแต่ว่าไม่หนักใจนั่นเอง) เก็บของแป็บเดียวเสร็จ แต่ตอนนี้มันรกเหลือเกิน รก จริง ๆ ชีวิตมนุษย์เนี่ย
Sunday, December 05, 2004
วันที่ 84 พรุ่งนี้บวช
มาอยู่ที่วัดโกนหัวเรียบร้อย แปลกมีแต่ฝ่ายหญิงมา มีย่า ยาย แล้วก็แม่ เอาโน็ตบุ๊คมานั่งในกุฏิด้วยเพราะต้องมานั่งทำงานที่ค้างไว้ให้เขา กรรมมันตามมาถึงวัด ถ้าไม่ทำก็จะเป็นสิ่งที่คาใจเดี๋ยวบวชไม่สงบ ที่ผ่านมาเห็นการพัฒนาของจิตพอสมควร คิดว่าน่าจะมาถูกทางแล้ว
เมื่อสักครู่นั่งคุยกับย่ามา พยายามอธิบายการดูจิตใจของตน ดูรูปนามของตน แต่ท่านไม่เข้าใจเอาเสียเลย เพราะความเข้าใจของท่านคือเน้นการนั่งให้สงบ ท่านเข้าในว่าต้องนั่งให้จิตมันลง พอลงมันจะหลุดพ้นได้เอง ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง แต่อธิบายท่านไม่ได้เพราะใจท่านนั้นไม่เปิด มีแต่ปิดเอาความคิดของตัวเองเป็นหลัง การสอนคนนี้ยอมรับว่ายากจริง ๆ แต่ไม่มีความทุกข์นะ เราไม่ทุกข์นะสอนเขาไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร เราก็ดูกายใจของเราไปเรื่อย ๆ
พรุ่งนี้ก็จะได้บวชแล้ว ของก็พร้อมแล้ว คงไม่มีปัญหาอะไร ขอให้กุศลผลบุญทั้งหลายจงบังเกิดแก่ พ่อ แม่ พี่ น้อง ปู่ ย่า ตา ยาย เพื่อน และทุก ๆ คนที่เกี่ยวข้องกับข้าพเจ้าทั้งหมด รวมทั้งผู้ที่ไม่เกี่ยวของ จงรับไปอย่างเท่าเทียมกันเทอญ
เมื่อสักครู่นั่งคุยกับย่ามา พยายามอธิบายการดูจิตใจของตน ดูรูปนามของตน แต่ท่านไม่เข้าใจเอาเสียเลย เพราะความเข้าใจของท่านคือเน้นการนั่งให้สงบ ท่านเข้าในว่าต้องนั่งให้จิตมันลง พอลงมันจะหลุดพ้นได้เอง ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง แต่อธิบายท่านไม่ได้เพราะใจท่านนั้นไม่เปิด มีแต่ปิดเอาความคิดของตัวเองเป็นหลัง การสอนคนนี้ยอมรับว่ายากจริง ๆ แต่ไม่มีความทุกข์นะ เราไม่ทุกข์นะสอนเขาไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร เราก็ดูกายใจของเราไปเรื่อย ๆ
พรุ่งนี้ก็จะได้บวชแล้ว ของก็พร้อมแล้ว คงไม่มีปัญหาอะไร ขอให้กุศลผลบุญทั้งหลายจงบังเกิดแก่ พ่อ แม่ พี่ น้อง ปู่ ย่า ตา ยาย เพื่อน และทุก ๆ คนที่เกี่ยวข้องกับข้าพเจ้าทั้งหมด รวมทั้งผู้ที่ไม่เกี่ยวของ จงรับไปอย่างเท่าเทียมกันเทอญ
Thursday, November 18, 2004
วันที่ 67 จิตดีขึ้นด้วยเหตุปัจจัย
วันนี้ได้คุยกับพี่ปิ่น ซึ่งได้คุยถึงอาจารย์ปราโมทย์ ทราบข่าวมาว่าตอนนี้มีญาติโยมไปหาท่านเยอะแยะมาก เสาร์อาทิตย์เป็นร้อยแล้วมีหวังอนาคต คงไม่มีโอกาสได้พบเจอท่านอย่าง ง่าย ๆ แน่นอน แต่พอคุยกับพี่ปิ่นแล้วรู้สึกดีขึ้นมาก ยิ่งได้คุยถึงอาจารย์ปราโมทย์แล้วทำให้จิตหันกลับมามีสติต่อจากเดิมดีขึ้น หลังจากหลงออกนอกทางไปพอสมควร ช่วงที่นังรถกลับบ้านมามีสติเกือบตลอดทางเลยถือว่าดีมาก พี่ปิ่นเป็นคนที่เราต้องขอบคุณมาก ๆ ไว้ ณ ที่นี้อีกคนหนึ่ง
จะเห็นว่ามีเพื่อนทางธรรม ที่ดีนั้นสำคัญมาก
จะเห็นว่ามีเพื่อนทางธรรม ที่ดีนั้นสำคัญมาก
Sunday, November 14, 2004
วันที่ 63 ชีวิตคนเราถูกกำหนดด้วยกรรม
นั่งทำงานไปเหนื่อยก็เหนื่อย เหนื่อยทั้งกาย และใจ แทบไม่มีกำลัง แต่ ก็ต้องนั่งทนทำ เข้าใจจริง ๆ ว่ากรรมมันบังคับเรา กรรมคือสิ่งในอดีตที่เราทำมา มันบังคับให้เราทำ ไม่ทำก็ไม่ได้ ขนาดเกิดมาชาตินี้ได้ศึกษาพุทธศาสนา และเข้าใจเป็นอย่างดี ยังทุกข์ขนาดนี้ จินตนาการไม่ออกเลยว่าคนที่เขาไม่ได้ศึกษาและไม่เข้าใจเรื่องราวของจิตจะเป็นอย่างไร ยังไงก็ขอให้ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายเถิด ไม่ไหวแล้ว เกิดมาชาติหน้าเผื่อไม่ได้ศึกษาและไม่ได้เข้าใจเหมือนในชาตินี้มีหวังอยู่ไปอีกหลายแสนชาติแน่นอน เผลอ ๆ อาจจะไม่ได้เกิดเป็นคนเสียด้วยซ้ำ ถ้าเผื่อไปตกนรกอยู่ซึ่งมีแนวโน้มเป็นไปได้สูงเสียด้วยซิ
Saturday, November 13, 2004
วันที่ 62 โดนกิเลสเล่นงานอย่างหนัก
โดนกิเลสหลายตัวเล่นงานพร้อมกัน ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากกรรมที่ทำไว้ทั้งนั้น ผลกรรมไม่ไปไหนจริง ๆ บางครั้งมันเพียงแต่ชะลอผลเท่านั้น จิตใจตอนนี้ออกไปในแนวท้อแท้ อยากหนีไปจากโลกนี้ ซึ่ง ก็ยังเป็นกิเลสอีกตัวหนึ่งนั่นเอง อาการอยากหนีอาการไม่สู้กับความจริง ไม่ใช่วิสัยของปราชญ์ รู้และเข้าใจดี แต่ตอนนี้มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่ฝึกจิตใจมาพอสมควรแต่ตอนนี้นั่งอยู่อยากจะร้องให้จริง ๆ เลย อาการหนักอึ้งไปหมด ทั้งร้อนรน ทั้งเศร้าหมอง ทั้งสับสน จิตใจเป็นอืด ๆ ไม่คล่องแคล่วว่องไว เหมือนคนเดินทางไกลกำลังปีนภูเขาแล้วหมดแรง ตอนนี้ไม่มีกำลังก้าวไปไหนแล้วจริง ๆ ช่วงนี้คงต้องเลิกสอนคนอื่นไปก่อนเพราะตัวเองไม่ไหวแล้ว จะตายแล้ว คงต้องเลิกกันที เพราะพอสอนคนอื่นเหมือนกับพยายามไปลากเข็นคนอื่น หนักทั้งตัวเอง หนักทั้งคนถูกลาก
เพิ่มเติมภายหลัง: จิตใจมันก็เป็นอย่างนี้นี่เอง เดี๋ยวมันก็ขึ้น เดี๋ยวมันก็ลง แล้วแต่มันจะเป็นไป ณ วันที่มาบันทึกเพิ่มเติมนี้ ความรู้สึกแบบนี้ไม่เหลือแล้ว มันหายไปไหน เป็นความสดใสเหมือนเดิมแล้ว แท้ที่จริงแล้วมันเกิดแล้วมันก็ดับ ขนาดจิตใจของเราที่ได้ฝึกมาพอสมควรยังโดนเล่นงานได้ขนาดนี้ คนที่ไม่มีธรรมะอยู่ประจำใจ ไม่ได้ฝึกเจริญสติ คงหนักหนาเอาการ แล้วก็โดนซ้ำซากไม่รู้จักเบื่อ ไม่รู้จักจำ เพราะไม่เคยดู แต่สำหรับเราคนที่มีสติ ตามรู้ จิตใจอยู่เนือง ๆ จึงทำให้พอจะเข้าใจธรรมชาติของมัน แล้วพอมันเห็นบ่อย ๆ มันก็เข็ดไม่ค่อยปล่อยให้ตัวเอง ถลำลงไปเกลือกกลั้วกับอารมณ์สกปรก อย่างเช่น ราคะ โทษะ โมหะ ความเศร้าหมอง หดหู่เป็นต้น
เพิ่มเติมภายหลัง: จิตใจมันก็เป็นอย่างนี้นี่เอง เดี๋ยวมันก็ขึ้น เดี๋ยวมันก็ลง แล้วแต่มันจะเป็นไป ณ วันที่มาบันทึกเพิ่มเติมนี้ ความรู้สึกแบบนี้ไม่เหลือแล้ว มันหายไปไหน เป็นความสดใสเหมือนเดิมแล้ว แท้ที่จริงแล้วมันเกิดแล้วมันก็ดับ ขนาดจิตใจของเราที่ได้ฝึกมาพอสมควรยังโดนเล่นงานได้ขนาดนี้ คนที่ไม่มีธรรมะอยู่ประจำใจ ไม่ได้ฝึกเจริญสติ คงหนักหนาเอาการ แล้วก็โดนซ้ำซากไม่รู้จักเบื่อ ไม่รู้จักจำ เพราะไม่เคยดู แต่สำหรับเราคนที่มีสติ ตามรู้ จิตใจอยู่เนือง ๆ จึงทำให้พอจะเข้าใจธรรมชาติของมัน แล้วพอมันเห็นบ่อย ๆ มันก็เข็ดไม่ค่อยปล่อยให้ตัวเอง ถลำลงไปเกลือกกลั้วกับอารมณ์สกปรก อย่างเช่น ราคะ โทษะ โมหะ ความเศร้าหมอง หดหู่เป็นต้น
Tuesday, November 02, 2004
วันที่ 51 ไม่ก้าวหน้า
สองสามวันที่ผ่านมารู้สึกว่าจิตใจไม่ก้าวหน้ามากนัก เผลอ ๆ อาจจะถอยหลังเสียด้วยซ้ำ
Saturday, October 30, 2004
วันที่ 48 ชาวโคราชถามหลวงปู่มั่น
ชาวโคราชถามปัญหาหลวงปู่มั่น
อาตมาไม่หิว อาตมาไม่หลง จึงไม่หาอะไรให้ยุ่งไป
ชาวโคราช เท่าที่ท่านอาจารย์มาโคราชคราวนี้ เป็นการมาเพื่ออนุเคราะห์ประชาชนตามคำนิมนต์เพียงอย่างเดียว หรือยังมีหวังเพื่อมรรคผลนิพพานอยู่ด้วยในการมารับนิมนต์คราวนี้
หลวงปู่มั่น อาตมาไม่หิว อาตมาไม่หลง จึงไม่หาอะไรให้ยุ่งไป อันเป็นการก่อทุกข์ใส่ตัว คนหิวอยู่เป็นปกติสุข ไม่ได้จึงวิ่งหาโน่นหานี่ เจออะไรก็คว้าติดมือมาโดยไม่คำนึงว่าผิดหรือถูก ครั้นแล้วสิ่งที่คว้ามาก็มาเผา ตัวเองให้ร้อนยิ่งกว่าไฟ อาตมาไม่หลงจึงไม่แสวงหาอะไร คนที่หลงจึงต้องแสวงหา ถ้าไม่หลงก็ไม่ต้องหา จะไปหาให้ลำบากทำไม อะไร ๆ ก็มีอยู่กับตัวเองอย่างสมบูรณ์อยู่แล้วจะตื่นเงาและตะครุบเงาไปทำไม เพราะรู้แล้วว่าเงาไม่ใช่ตัวจริง ตัวจริงคือสัจจะทั้ง ๔ ก็มีอยู่ภายในกายในใจอย่างสมบูรณ์แล้ว และรู้อย่างหมดสิ้นแล้ว จะหาอะไรกันอีกถ้าไม่หลง ชีวิตลมหายใจยังมีและผู้มุ่งประโยชน์กับเรายังมี ก็สงเคราะห์กันไปอย่างนั้นเอง คนหาคนดีมีศีลธรรมในใจนั้นหายากยิ่งกว่าเพชรนิลจินดาเป็นไหน ๆ ได้คนดีเพียงคนเดียวย่อมมีคุณค่ามากกว่าเงินเป็นล้านๆ เพราะเงินเป็นล้านๆไม่สามารถทำความร่มเย็นให้แก่โลกได้อย่างถึงใจ เหมือนได้ คนดีมาทำประโยชน์คนดีแม้เพียงคนเดียวยังสามารถทำความเย็นใจให้แก่โลกได้มากมายและยั่งยืน เช่น พระพุทธเจ้า และพระสาวกทั้งหลายเป็นตัวอย่าง คนดีแต่ละคนมีคุณค่ามากกว่าเงินเป็นก่ายกอง และเห็นคุณค่าแห่งความดีของตนที่จะทำต่อไปมากกว่าเงิน แม้จะจนก็ยอมจน ขอแต่ให้ตัวดี และโลกมีความสุข แต่คนโง่ชอบเงินมากกว่าคนดีและความดี ขอแต่ได้เงินแม้ตัวจะเป็นอย่างไรไม่สนใจคิดถึงจะชั่วช้าลามกหรือแสนโสมมเพียงไรก็ตาม ขนาดนายยมบาลเกลียดกลัวไม่อยากนับเข้าบัญชีผู้ต้องหา กลัวจะไปทำลายสัตว์นรกด้วยกันให้เดือดร้อนชิปหายก็ไม่ว่า ขอแต่ได้เงินก็เป็นที่พอใจ ส่วนจะผิดถูกประการใด ถ้าบาปมีค่อยคิดบัญชีกันเองโดยเขาไม่ยุ่งเกี่ยวคนดดีกับคนชั่วและสมบัติเงินทองกับธรรม คือคุณงามความดีผิดกันอย่างนี้แล ใครมีหูมีตาก็รีบคิดเสียแต่บัดนี้ อย่าทำให้สายเกินไป จะหมดทางเลือกเฟ้น การให้ผลก็ต่างกันสุดแต่กรรมของตนจะอำนวย จะทักท้วงหรือคัดค้านไม่ได้ กรรมอำนวยให้อย่างใดต้องยอมรับเอาอย่างนั้น ฉะนั้นสัตว์โลกจึงต่างกัน ทั้งภพกำเนิด รูปร่าง ลักษณะ จริต นิสัย สุข ทุกข์ อันเป็นสมบัติประจำตัวของแต่ละราย แบ่งเบาแบ่งหนักกันไม่ได้ ใครมีอย่างไรก็หอบหิ้วไปเอง ดีชั่ว สุขทุกข์ก็ยอมรับ ไม่มีอำนาจปฏิเสธได้ เพราะไม่ใช่แง่กฎหมาย แต่เป็นกฎของกรรม
ชาวโคราช ขอประทานโทษพวกกระผมเคยได้ยินกิตติศัพท์กิติคุณท่านอาจารย์โด่งดังมานานแล้ว ไม่ว่าครูอาจารย์หรือพระเณรองค์ใดตลอด ฆราวาส ใครพูดถึงอาจารย์ล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อาจารย์มิใช่พระธรรมดาดังนี้ จึงกระหายอยากฟังเมตตาธรรมท่าน แล้ว จะได้เรียนถามไปตามความอยากความหิว แต่ไม่มีความฉลาดรอบคอบในการถามซึ่งอาจจะทำความกระเทือนแก่ท่านอยู่บ้าง กระผมก็สนใจปฏิบัติมานานพอควร จิตใจนับว่าได้รับความร่มเย็นประจักษ์เรื่อยมา ไม่เสียชาติที่เกิดมาพบพระศาสนาและยังได้ กราบไหว้ครูอาจารย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์วิเศษด้วยการปฏิบัติธรรม แม้ปัญหาธรรมที่เรียนถามวันนี้ก็ได้รับความแจ้งชัดเกินคาดหมาย วันนี้เป็นหายสงสัยเด็ดขาดตามภูมิของคนมีกิเลสที่ยังอยู่ก็ตัวเองเท่านั้นจะสามารถปฏิบัติให้ได้มากน้อยเพียงใด
หลวงปู่มั่น โยมมาถามอย่างนั้นอาตมาก็ต้องตอบไปอย่างนั้น เพราะอาตามาไม่หิวไม่หลงจะให้อาตมาไปหาอะไรอีก อาตมาเคยหิว เคยหลง มาพอแล้ว ครั้งปฏิบัติที่ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรโน้น อาตมาแทบตายอยู่ในป่าในเขาคนเดียวไม่มีใครไปเห็นจนพอลืมหูลืมตาได้ บ้าง จึงมีคนนั้นไปหาคนนี้ไปหา แล้วร่ำลือกันว่าวิเศษอย่างนั้นอย่างนี้ ขณะอาตมาสลบสามหนรอดตายครั้งนั้นไม่เห็นใครทราบและร่ำลือบ้าง จนเลยขั้นสลบและขั้นตายมาแล้ว จึงมาเล่าลือกันหาประโยชน์อะไร อยากได้ของดีที่มีอยู่กับตัวเราทุกคน ก็พากันปฏิบัติเอาทำเอา เมื่อเวลาตายแล้วจึงพากันวุ่นวาย หานิมนต์พระมาให้บุญ กุสลามาติกา นั่นไม่ใช่เกาถูกที่คันนะจะว่าไม่บอก ต้องรีบเกาให้ถูกที่คันเสียบัดนี้ โรคคันจะได้หายคือเร่งทำความดีเสียแต่บัดนี้จะได้หายห่วงหายหวงกับอะไรอะไรที่เป็นสมบัติของโลกมิใช่สมบัติอันแท้จริงของเรา แต่พากันจับจองเอาแต่ชื่อของมันเปล่า ๆ ตัวจริงไม่มีใครเหลียวแล สมบัติในโลกเราแสวงหามาเป็นความสุขก็พอหาได้ จะแสวงหามาเป็นไฟก็ทำให้ฉิบหายได้จริง ๆ ข้อนี้ขึ้นอยุ่กับความฉลาด และความโง่เขลา ของผู้แสวงหาแต่ละรายท่านผู้พ้นทุกข์ไปด้วยความอุตส่าห์สร้างความดีใส่ตน จนกลายสรณะของพวกเราจะเข้าใจว่าท่านไม่เคยมีสมบัติเงินทอง เครื่องหวงแหนอย่างนั้นหรือ เข้าใจว่าเป็นคนร่ำรวยสวยงามเฉพาะสมัยพวกเราเท่านั้นหรือ จึงพากันรักพากันหวงพากันห่วงจนไม่รู้จักเป็นรู้จักตาย บ้านเมืองเราสมัยนี้ไม่มีป่าช้าสำหรับเผาหรือฝังคนตายอย่างนั้นหรือจึงสำคัญว่าตนจะไม่ตาย และพากันประมาทจนลืมเนื้อลืมตัว กลัวแต่จะไม่ได้กิน ไม่ได้นอนกลัวแต่จะไม่ได้เพลิดไม่ได้เพลิน ประหนึ่งโลกจะดับสูญไปเดี๋ยวนี้ จึงรีบพากันตักตวงเอาความไม่เป็นท่าใส่ตนแทบหาบไม่ไหว อันสิ่งเหล่านี้ แม้แต่สัตว์เขามีได้เหมือนมนุษย์เรา อย่าสำคัญว่าตนเก่งกาจสามารถฉลาดรู้ยิ่งกว่าเขาเลย ถึงกับสร้างความมืดมิดปิดตามทับถมตัวเองจนไม่มีวันสร่างซา เมื่อถึงเวลาจน ตรอกอาจจนยิ่งกว่าสัตว์ ใครจะไปทราบได้ถ้าไม่เตรียมทราบไว้ตั้งแต่บัดนี้ อาตมาต้องขออภัยด้วยถ้าพูดหยาบคายไป แต่คำพูดที่สั่งสอนให้คนละชั่วทำดียังจัดเป็นคำหยาบคายอยู่แล้ว โลกเราก็จะถึงคราวหมดสิ้นศาสนาเพราะไม่มีผู้ ยอมรับความจริง การทำบาปหยาบคายมีมาประจำแทบทุกคนทำให้ผลเป็นทุกข์ ตนยังไม่อาจรู้ได้ และตำหนิมัน แต่กลับตำหนิคำสั่งสอนที่หยาบคายนับว่าเป็นโรคที่หมดหวัง
ได้ข่าวหลวงพ่อเพิ่ม วัดป่าสาละวัน ซึ่งท่านได้เป็นเจ้าอาวาสต่อจากหลวงพ่อพุธ ฐานิโย มีญาติโยมกับพระจำนวนหนึ่งบุกไปกุฏิของท่านตอนตีสองกว่า พบสีกาอยู่ในกุฏิ พร้อมทั้ง มีวีดีโอถ่ายไว้เป็นหลักฐาน แต่ท่านเองก็ปฏิเสธ เรื่องนี้จะจริงฉันใดก็ยังไม่ทราบ ถ้าจริงก็เป็นกรรมของท่านเองที่ทำไว้ก็เลยได้รับผลอยู่ในขณะนี้ ถ้าไม่จริง ก็เป็นผลกรรมเหมือนกัน แสดงว่าอาจจะเคยทำกรรมมาในอดีตก็เลยได้รับผลให้โดนใส่ร้ายอยู่ในขณะนี้ สรุปแล้วยังไงก็เป็นกรรมอยู่ดี ประเด็นสำคัญอยู่ที่ ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ จิตใจเราก็ไม่ควรไปยึดติดนึกคิดอะไร ให้ดูที่ใจของตัวเองดีกว่า ไม่ต้องส่งออกไปคิดปรุงแต่งอะไรให้วุ่นวายสับสนเปล่า ๆ เอาให้ใจตนเองสงบร่มเย็นก็พอแล้ว
ได้ข่าวหลวงพ่อเพิ่ม วัดป่าสาละวัน ซึ่งท่านได้เป็นเจ้าอาวาสต่อจากหลวงพ่อพุธ ฐานิโย มีญาติโยมกับพระจำนวนหนึ่งบุกไปกุฏิของท่านตอนตีสองกว่า พบสีกาอยู่ในกุฏิ พร้อมทั้ง มีวีดีโอถ่ายไว้เป็นหลักฐาน แต่ท่านเองก็ปฏิเสธ เรื่องนี้จะจริงฉันใดก็ยังไม่ทราบ ถ้าจริงก็เป็นกรรมของท่านเองที่ทำไว้ก็เลยได้รับผลอยู่ในขณะนี้ ถ้าไม่จริง ก็เป็นผลกรรมเหมือนกัน แสดงว่าอาจจะเคยทำกรรมมาในอดีตก็เลยได้รับผลให้โดนใส่ร้ายอยู่ในขณะนี้ สรุปแล้วยังไงก็เป็นกรรมอยู่ดี ประเด็นสำคัญอยู่ที่ ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ จิตใจเราก็ไม่ควรไปยึดติดนึกคิดอะไร ให้ดูที่ใจของตัวเองดีกว่า ไม่ต้องส่งออกไปคิดปรุงแต่งอะไรให้วุ่นวายสับสนเปล่า ๆ เอาให้ใจตนเองสงบร่มเย็นก็พอแล้ว
หมายเหตุ: ภายหลังทราบว่าเป็นการกลั่นแกล้งท่าน
Thursday, October 28, 2004
วันที่ 46 สัปดาห์แห่งการชำระศีล
สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่ปลอดโปร่งในใจเพราะสิ่งที่กังวลคืองานที่ทำให้หัวหน้าไม่ทัน และเรื่องอื่น ๆ อีกแต่พบว่าทั้งแผนงานของหัวหน้าและคนอื่น ๆ ที่จะเป็นสิ่งทำให้กังวลไม่มาอยู่ใกล้เราเลยคงเป็นเพราะบุญวาสนาที่ทำมา ก็จะถือโอกาสนี้ชำระงาน และศีลทุกอย่างให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง เพื่อเป็นส่วนสำคัญทีสุดของกำลังใจ ในการปฏิบัติ เป็นด้วยบุญจริง ๆ รู้สึกอย่างนั้น
วันนี้ความเบากายเบาใจ ยิ้มได้อย่างมีความสุขแบบเบา ๆ ไม่หนัก จิตใจก็ไม่สับสนวุ่นวายมากนัก เป็นวันที่ดีวันหนึ่งเลยทีเดียว
ศีลข้อที่มีปัญหามากที่สุดคือ มุสา แม้การพูดเล่น การหยอก เล่นมุข การโกหกเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะกลัวโดนว่า พวกนี้ต้องระวังให้มากเพราะมันเคยชิน ส่วนใหญ่จิตใจของเรามันจะ โกหกไปอัตโนมัติ เพื่อเอาตัวรอด เตาต้องมีสติให้ไว ถ้าจะพูดต้องพูดความจริง ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องพูดเลยดีกว่า
วันนี้ความเบากายเบาใจ ยิ้มได้อย่างมีความสุขแบบเบา ๆ ไม่หนัก จิตใจก็ไม่สับสนวุ่นวายมากนัก เป็นวันที่ดีวันหนึ่งเลยทีเดียว
ศีลข้อที่มีปัญหามากที่สุดคือ มุสา แม้การพูดเล่น การหยอก เล่นมุข การโกหกเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะกลัวโดนว่า พวกนี้ต้องระวังให้มากเพราะมันเคยชิน ส่วนใหญ่จิตใจของเรามันจะ โกหกไปอัตโนมัติ เพื่อเอาตัวรอด เตาต้องมีสติให้ไว ถ้าจะพูดต้องพูดความจริง ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องพูดเลยดีกว่า
Wednesday, October 27, 2004
วันที่ 45 อ่านหนังสือก็ส่งจิตออกนอก
อย่างส่งจิตออกนอกเรือนกาย ถ้าจะปฏิบัติจริง ๆ ต้องทำอย่างนั้น การอ่านหนังสือ การเขียนหรือพิมพ์หนังสือ เหล่านี้ล้วนเป็น การส่งจิตออกนอกทั้งนั้น ออกไปอยู่กับหนังสือเหล่านั้นแหละ ถ้าช่วงเวลาที่จะต้องทำกันเอาจริงเอาจังคงต้องงดเรื่องพวกนี้จริง ๆวันนี้หลังเลิกงานรู้สึกว่าสติสดใสดีเพราะเกิดมีสติอัตโนมัติถี่มาก
Sunday, October 24, 2004
วันที่ 42 - 44 ไปอยู่ที่วัดป่านาล้อม
ออกเดินทางจากบ้านแฟนตีห้าไปถึงวัดหกโมงกว่า ๆ หลวงตาให้หนังสือ ประวัติของหลวงปู่จันทา ถาวโร ให้มาอ่านเนื้อหาค่อนข้างดีเรื่องความเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นในการปฏิบัติธรรม แล้วก็มีรูปการผ่าศพ ในลักษณะต่าง ๆ ให้ดู เพื่อพิจารณาอสุภกัมถาน แล้วท่านก็ให้ไปอยู่ที่กุฏิถัดจากกุฏิของท่านออกไป ซึ่งติดกับเมรุเผาศพแต่สร้างยั้งไม่เสร็จ ต้องเผากันข้าง ๆ เมรุก่อน เมื่อเข้าก็พึ่งเผาเสร็จและเก็บกระดูกไปหนึ่งศพ รอยเผายังเห็นอยู่เลย นังสมาธิภาวนา สลับกับอ่านหนังสือ ท่องคำขอบรรพชา พอตอนเย็นก็ออกไปตีตาด (กวาดลานวัด) พยายามมีสติทุกอิริยาบถ ไม่สุงสิงยุ่งเกี่ยวกับใคร ไม่คุยกับใครเพราะเวลาคุยยังคุมสุติไม่ได้ พยายามอยู่คนเดียวไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครเพราะชีวิตข้างนอกนั้นยุ่งกับคนมาพอแล้วที่มาแสวงหาสถานที่นี้ก็เพราะไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอก พอตกเย็นก็อาบน้ำแต่งตัวแล้วออกไปหาหลวงตาที่โรงฉันน้ำร้อน มีพระท่านให้ยาร้อนมาทาน ทานเข้าไปแล้วรู้สึกร้อนท้อง แล้วก็รู้สึกว่ามันเป็นอาหาร คงขึ้นอยู่กับเจตนาของคนทานถ้าทานเพราะหิวก็ผิดทั้งนั้น แต่ถ้าทานเพื่อเป็นยาจริง ๆ ยังไงก็คงไม่ผิด แต่เรากิเลสยังท่วมหัวคิดว่าต่อไปจะไม่กินอีกแล้ว
พอมืดก็เดินกลับกุฏิเห็นความมืดแล้วเกิดความกลัวขึ้นมาเพราะที่นี่เป็นป่าช้า หลวงตาท่านพึ่งมาอยู่ เดินมาถึงกุฏิก็สวดมนต์ไหว้พระ ตามปกติในชีวิตประจำวัน แต่จะเพิ่มส่วนของการอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้าที่แถวนั้นเป็นพิเศษ เสร็จแล้วก็นั่งสมาธิ นั่งได้ชั่วโมเดียวง่วง ก็เลยลงมาเดินจงกรม ตอนที่เดินนั้นมีความกลัวเป็นเพื่อนอยู่ตลอดเวลาเพราะทางเดินนั้น อยู่ติดกับเมรุ แล้วก็รอยที่เขาเผาศพนั้นก็อยู่ห่างจากปลายทางจงกรมประมาณ 20 – 30 เมตรเท่านั้นเอง แล้วเงียบมาก ได้ยินเสียงใบใม้หล่นก็ตกใจแล้ว เดินอยู่ด้วยความกลัว สลับกับพุทธ โธ เป็นระยะ รู้แล้วว่าการภาวนาพุทธโธนั้นสำคัญ สำหรับพระใหม่อย่างไร เพราะตอนอยู่ในป่าช้านั้นความกลัวมีมาก อานาปานสติ เอาไม่อยู่ เพราะมันกลัว แต่พอท่องพุทธโธแล้วมีความอุ่นใจเกิดขึ้น เป็นคำที่เหมาะสมกับการภาวนาสำหรับผู้ที่มีความกลัวจริง ๆ เดินได้หนึ่งชั่วโมง ก็กลับขึ้นมานั่งสมาธิต่ออีกนิดหน่อยแล้วก็เข้านอน
ตื่นมาประมาณตีห้านั้งสมาธิแล้วก็ลุกไปล้างหน้าแปรงฟัน ไปกวาดลานวัด พอพระท่านไปบิณฑบาตรกลับมาท่านให้ลองกินในภาชนะใบเดียวดู พยายามมีสติ และกินให้สำรวมมากที่สุด ขณะกินเกิดบางอย่างขึ้นกับใจโดยอัตโนมัติ ตอนที่กัดข้าวเหนียวเข้าไปในปากครึ่งหนึ่ง แล้วก็เหลืออยู่ที่มีครึ่งหนึ่ง ตอนนั้นเกิดความรู้สึกขึ้นมาทันทีว่านี่ไม่ถูกต้องเพราะมันขัด ๆ แล้วก็กินกล้วย การกินกล้วยพอกัดแล้วก็รู้สึกเหมือนกันว่าไม่ถูกต้องแต่ก็ไม่รู้ว่าไม่ถูกอย่างไร พอตอนบ่ายก็เลยมาได้คำตอบจากการอ่านหนังสือของหลวงปู่จันทา ถาวโร ท่านบอกว่า ข้าวตกจากปากลงไปในบาตรจะทำให้ข้าวในบาตรทั้งหมดเป็นเดนทันที ถ้ากินต่ออาบัติทุกคำกลืน การกัดข้าวเหนียวก็เหมือนกัน กัดกล้วยก็เหมือกัน ส่วนที่เหลือมันเป็นเดน กินคำต่อไปอาบัติ ทานให้แบ่งให้พอดีคำแล้วค่อยเอาเข้าปาก ซึ่งจะทำให้เจริญสติได้ดีมาก พระวินัยทุกข้อ ล้วนเป็นพื้นฐานของการปฏิบัติ เพื่อ สติ เพื่อสมาธิ เพื่อ สำรวมกาย ทั้งนั้น เป็นพระจะทำอะไรต้องระวังให้มาก ถ้านั่งฉันข้าวแล้วคุยกันก็ผิดเพราะกินไปด้วยคุยไปด้วย อาจจะไปรบกวนพระรูปอื่นที่ท่านกำลังภาวนาอยู่ ต้องตั้งใจระวังให้มาก สิ่งที่ได้รู้อีกอย่างหนึ่งก็คือเมื่อจิตใจพยายามทำศีลใหบริสุทธิ์แล้ว พอจะทำอะไรที่ไม่ถูกต้องมันจะรู้สึกขัด ๆ เป็นทุกข์ขึ้นมาทันที ทั้ง ๆ ที่บางครั้งไม่รู้มาก่อนด้วยซ้ำว่ามีศีลข้อนี้อยู่ นี่เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์อีกเรื่องหนึ่งในการรักษาศีล
กลางวันทั้งวันไม่สุงสิงกับใคร ทำสมาธิบ้าง เดินจงกรมบ้าง ท่องคำของบรรพชาบ้าง พอตกเย็นก็ทำสมาธิแล้วก็ไปเดินจงกรมเหมือนเดิม แต่เที่ยวนี้กลัวกว่าเมื่อวานอีก เดินได้เพียง ยี่สิบนาทีก็ขึ้นไปบนกุฏิเพราะสู้ความกลัวไม่ไหว ต้องไปนั่งสงบสติอารมณ์อยู่ระยะหนึ่งแล้วก็ทำสมาธิ พอทำไปสักระยะก็เลยง่วงนอน ก็เปลี่ยนมาเจริญสติตามวิธีการของหลวงพ่อคำเขียน เสร็จแล้วก็ได้ตามดูจิต พบว่าตอนที่ลงไปเดินนั้นพยายามทำสมถะแต่มันทำลำบากเพราะมีความกลัวอยู่มาก ตอนนี้ก็เลยดูอาการของจิตและตามดูความคิด รู้สึกว่าความกลัวหายไปเยอะเพราะเป็นการดูอาการของจิต ก็เลยลงไปเดินจงกรมใหม่อีกรอบความกลัวหายไปเยอะแต่ยังมีอยู่ เดินไปเดินมาก็พอได้ ก็เลยคิดว่าจะไปเดินใกล้ ๆ ข้าง ๆ ที่เขาเผาศพเลย แล้วถ้ามันกลัวมากจะไปนั่งติดกับรอยที่เขาเผาศพเลย แต่ปรากฏว่าไม่กล้าไปเพราะ เกิดความรู้สึกว่าศีลของเรายังมีด่างพร้อยอยู่ยังไม่ดีพอ ถ้าศีลบริสุทธิ์ไม่ด่างพร้อยจะทำให้มีความกล้าเต็มร้อย และไม่มีความกังวล เหมือนมีเกราะคุ้มกันเราอยู่ เรื่องนี้สำคัญมากกลับไปเที่ยวนี้ต้องเอาศีลให้บริสุทธิ์ เพราะถ้าศีลด่างพร้อยแม้นิดเดียวก็ไม่ดีเสียแล้ว ก็กังวลเสียแล้ว
ตื่นเช้ามาตีสี่ก็ยังมีความอยากที่จะไปเดินจงกรมที่ข้างเมรุอยู่แต่ความกลัวก็ห้ามไว้ ก็เลยนั่งสมาธิอยู่ในกฏิ พอเช้าก็ออกไปกวาดลานวัดพอกินข้าวเสร็จแฟนก็มารับ ออกไปที่เขากวนข้าวทิพย์ เป็นป่าช้าอีกที่หนึ่งซึ่งหลวงตาท่านไปบุกเบิกพยายามสร้างวัดเหมือนกัน แต่ยังรกอยู่มากแล้วเป็นป่ามากกว่าที่นาล้อมเสียอีก หลวงตาบอกว่าถ้าบวชแล้วจะส่งมาภาวนาอยู่ที่นี่ คิดหวั่นอยู่ในใจ เพราะที่นี่น่ากลัวกว่ามาก ไม่เป็นไรถ้าต้องมาก็ต้องมา หลังจากนั้นก็ออกเดินทางไป ภูจ้อก้อ ไปดูวัดของหลวงปู่หล้า เพราะเคยอ่านแต่หนังสือท่าน ก็ประทับใจพอสมควร ถ้าบวชแล้วจะมาขอพักอยู่ที่นี่สักอาทิตย์คงจะดี ก่อนหน้านี้อยู่ที่บ้านที่ทำงาน ไม่ค่อยมีเวลาภาวนาอยากจะมีเวลาภาวนามาก ๆ พอมาอยู่วัดเวลาเหลือเฟือเยอะมาก จนรู้สึกว่าเยอะเกินไปเพราะไม่ต้องทำอะไรเลย ภาวนาอย่างเดียวตั้งแต่ตื่นจนนอน เกิดความรู้สึกว่าเราจะอยู่ได้หรือ ถ้าภาวนาไปแล้วไม่ก้าวหน้าคงจะอยู่ลำบางและอึดอัดมากเลย ถ้าเราทำได้เหมือนกับสมัยหลวงปู่มั่นท่านเริ่มภาวนาแล้วเห็นความก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ คงจะมีความสุขกับสมณะเพศมากเพราะวันทั้งวันเป็นเวลาภาวนาหมด แต่ถ้าทำไม่ได้จะเกิดความเบื่อมาก เราอยู่บ้านก็ร้อน ๆ อยากออกไปหาความสงบ พอไปเจอความสงบก็สงบมากเสียจนใจหาย ใจของเราคงกำลังก้ำกึ่งอยู่จะอยู่ฝั่งไหนก็รู้สึกอึดอัด แต่ถ้าใจของเราเป็นพระจริง ๆ เข้าใจว่าอยู่ที่บ้านคงร้อน ไปอยู่กับความสงบคงเย็น ไร้คืนไร้วันกาลเวลามาบีบกายใจ ต้องฝึกจิตใจให้ได้ถึงขั้นนั้นให้ได้
พอมืดก็เดินกลับกุฏิเห็นความมืดแล้วเกิดความกลัวขึ้นมาเพราะที่นี่เป็นป่าช้า หลวงตาท่านพึ่งมาอยู่ เดินมาถึงกุฏิก็สวดมนต์ไหว้พระ ตามปกติในชีวิตประจำวัน แต่จะเพิ่มส่วนของการอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้าที่แถวนั้นเป็นพิเศษ เสร็จแล้วก็นั่งสมาธิ นั่งได้ชั่วโมเดียวง่วง ก็เลยลงมาเดินจงกรม ตอนที่เดินนั้นมีความกลัวเป็นเพื่อนอยู่ตลอดเวลาเพราะทางเดินนั้น อยู่ติดกับเมรุ แล้วก็รอยที่เขาเผาศพนั้นก็อยู่ห่างจากปลายทางจงกรมประมาณ 20 – 30 เมตรเท่านั้นเอง แล้วเงียบมาก ได้ยินเสียงใบใม้หล่นก็ตกใจแล้ว เดินอยู่ด้วยความกลัว สลับกับพุทธ โธ เป็นระยะ รู้แล้วว่าการภาวนาพุทธโธนั้นสำคัญ สำหรับพระใหม่อย่างไร เพราะตอนอยู่ในป่าช้านั้นความกลัวมีมาก อานาปานสติ เอาไม่อยู่ เพราะมันกลัว แต่พอท่องพุทธโธแล้วมีความอุ่นใจเกิดขึ้น เป็นคำที่เหมาะสมกับการภาวนาสำหรับผู้ที่มีความกลัวจริง ๆ เดินได้หนึ่งชั่วโมง ก็กลับขึ้นมานั่งสมาธิต่ออีกนิดหน่อยแล้วก็เข้านอน
ตื่นมาประมาณตีห้านั้งสมาธิแล้วก็ลุกไปล้างหน้าแปรงฟัน ไปกวาดลานวัด พอพระท่านไปบิณฑบาตรกลับมาท่านให้ลองกินในภาชนะใบเดียวดู พยายามมีสติ และกินให้สำรวมมากที่สุด ขณะกินเกิดบางอย่างขึ้นกับใจโดยอัตโนมัติ ตอนที่กัดข้าวเหนียวเข้าไปในปากครึ่งหนึ่ง แล้วก็เหลืออยู่ที่มีครึ่งหนึ่ง ตอนนั้นเกิดความรู้สึกขึ้นมาทันทีว่านี่ไม่ถูกต้องเพราะมันขัด ๆ แล้วก็กินกล้วย การกินกล้วยพอกัดแล้วก็รู้สึกเหมือนกันว่าไม่ถูกต้องแต่ก็ไม่รู้ว่าไม่ถูกอย่างไร พอตอนบ่ายก็เลยมาได้คำตอบจากการอ่านหนังสือของหลวงปู่จันทา ถาวโร ท่านบอกว่า ข้าวตกจากปากลงไปในบาตรจะทำให้ข้าวในบาตรทั้งหมดเป็นเดนทันที ถ้ากินต่ออาบัติทุกคำกลืน การกัดข้าวเหนียวก็เหมือนกัน กัดกล้วยก็เหมือกัน ส่วนที่เหลือมันเป็นเดน กินคำต่อไปอาบัติ ทานให้แบ่งให้พอดีคำแล้วค่อยเอาเข้าปาก ซึ่งจะทำให้เจริญสติได้ดีมาก พระวินัยทุกข้อ ล้วนเป็นพื้นฐานของการปฏิบัติ เพื่อ สติ เพื่อสมาธิ เพื่อ สำรวมกาย ทั้งนั้น เป็นพระจะทำอะไรต้องระวังให้มาก ถ้านั่งฉันข้าวแล้วคุยกันก็ผิดเพราะกินไปด้วยคุยไปด้วย อาจจะไปรบกวนพระรูปอื่นที่ท่านกำลังภาวนาอยู่ ต้องตั้งใจระวังให้มาก สิ่งที่ได้รู้อีกอย่างหนึ่งก็คือเมื่อจิตใจพยายามทำศีลใหบริสุทธิ์แล้ว พอจะทำอะไรที่ไม่ถูกต้องมันจะรู้สึกขัด ๆ เป็นทุกข์ขึ้นมาทันที ทั้ง ๆ ที่บางครั้งไม่รู้มาก่อนด้วยซ้ำว่ามีศีลข้อนี้อยู่ นี่เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์อีกเรื่องหนึ่งในการรักษาศีล
กลางวันทั้งวันไม่สุงสิงกับใคร ทำสมาธิบ้าง เดินจงกรมบ้าง ท่องคำของบรรพชาบ้าง พอตกเย็นก็ทำสมาธิแล้วก็ไปเดินจงกรมเหมือนเดิม แต่เที่ยวนี้กลัวกว่าเมื่อวานอีก เดินได้เพียง ยี่สิบนาทีก็ขึ้นไปบนกุฏิเพราะสู้ความกลัวไม่ไหว ต้องไปนั่งสงบสติอารมณ์อยู่ระยะหนึ่งแล้วก็ทำสมาธิ พอทำไปสักระยะก็เลยง่วงนอน ก็เปลี่ยนมาเจริญสติตามวิธีการของหลวงพ่อคำเขียน เสร็จแล้วก็ได้ตามดูจิต พบว่าตอนที่ลงไปเดินนั้นพยายามทำสมถะแต่มันทำลำบากเพราะมีความกลัวอยู่มาก ตอนนี้ก็เลยดูอาการของจิตและตามดูความคิด รู้สึกว่าความกลัวหายไปเยอะเพราะเป็นการดูอาการของจิต ก็เลยลงไปเดินจงกรมใหม่อีกรอบความกลัวหายไปเยอะแต่ยังมีอยู่ เดินไปเดินมาก็พอได้ ก็เลยคิดว่าจะไปเดินใกล้ ๆ ข้าง ๆ ที่เขาเผาศพเลย แล้วถ้ามันกลัวมากจะไปนั่งติดกับรอยที่เขาเผาศพเลย แต่ปรากฏว่าไม่กล้าไปเพราะ เกิดความรู้สึกว่าศีลของเรายังมีด่างพร้อยอยู่ยังไม่ดีพอ ถ้าศีลบริสุทธิ์ไม่ด่างพร้อยจะทำให้มีความกล้าเต็มร้อย และไม่มีความกังวล เหมือนมีเกราะคุ้มกันเราอยู่ เรื่องนี้สำคัญมากกลับไปเที่ยวนี้ต้องเอาศีลให้บริสุทธิ์ เพราะถ้าศีลด่างพร้อยแม้นิดเดียวก็ไม่ดีเสียแล้ว ก็กังวลเสียแล้ว
ตื่นเช้ามาตีสี่ก็ยังมีความอยากที่จะไปเดินจงกรมที่ข้างเมรุอยู่แต่ความกลัวก็ห้ามไว้ ก็เลยนั่งสมาธิอยู่ในกฏิ พอเช้าก็ออกไปกวาดลานวัดพอกินข้าวเสร็จแฟนก็มารับ ออกไปที่เขากวนข้าวทิพย์ เป็นป่าช้าอีกที่หนึ่งซึ่งหลวงตาท่านไปบุกเบิกพยายามสร้างวัดเหมือนกัน แต่ยังรกอยู่มากแล้วเป็นป่ามากกว่าที่นาล้อมเสียอีก หลวงตาบอกว่าถ้าบวชแล้วจะส่งมาภาวนาอยู่ที่นี่ คิดหวั่นอยู่ในใจ เพราะที่นี่น่ากลัวกว่ามาก ไม่เป็นไรถ้าต้องมาก็ต้องมา หลังจากนั้นก็ออกเดินทางไป ภูจ้อก้อ ไปดูวัดของหลวงปู่หล้า เพราะเคยอ่านแต่หนังสือท่าน ก็ประทับใจพอสมควร ถ้าบวชแล้วจะมาขอพักอยู่ที่นี่สักอาทิตย์คงจะดี ก่อนหน้านี้อยู่ที่บ้านที่ทำงาน ไม่ค่อยมีเวลาภาวนาอยากจะมีเวลาภาวนามาก ๆ พอมาอยู่วัดเวลาเหลือเฟือเยอะมาก จนรู้สึกว่าเยอะเกินไปเพราะไม่ต้องทำอะไรเลย ภาวนาอย่างเดียวตั้งแต่ตื่นจนนอน เกิดความรู้สึกว่าเราจะอยู่ได้หรือ ถ้าภาวนาไปแล้วไม่ก้าวหน้าคงจะอยู่ลำบางและอึดอัดมากเลย ถ้าเราทำได้เหมือนกับสมัยหลวงปู่มั่นท่านเริ่มภาวนาแล้วเห็นความก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ คงจะมีความสุขกับสมณะเพศมากเพราะวันทั้งวันเป็นเวลาภาวนาหมด แต่ถ้าทำไม่ได้จะเกิดความเบื่อมาก เราอยู่บ้านก็ร้อน ๆ อยากออกไปหาความสงบ พอไปเจอความสงบก็สงบมากเสียจนใจหาย ใจของเราคงกำลังก้ำกึ่งอยู่จะอยู่ฝั่งไหนก็รู้สึกอึดอัด แต่ถ้าใจของเราเป็นพระจริง ๆ เข้าใจว่าอยู่ที่บ้านคงร้อน ไปอยู่กับความสงบคงเย็น ไร้คืนไร้วันกาลเวลามาบีบกายใจ ต้องฝึกจิตใจให้ได้ถึงขั้นนั้นให้ได้
Friday, October 22, 2004
นที่ 40 บุกรังกิเลส
ความอยากสอนธรรมะก็เป็นกิเลสตัวหนึ่ง พิสูจน์ได้จากกิเลสมันเอาไฟมาเผาเรา เหมือนหลวงปู่มั่นท่านว่าไว้จริง ๆ “เผลอไม่ได้มันเอาไฟมาเผาเรา” ตอนที่สอนหรือเล่าให้เขาฟังแล้วเขาฟังนั้นมันก็ดีหรอก เพราะมันมีความยินดีเป็นสุข เขาก็คงมีความสุข (หรือเปล่าไม่รู้) อันนี้ไม่เป็นปัญหา จะมีกิเลสหรือเปล่ามองไม่ออก มีหรือไม่มีก็ไม่สำคัญเท่าไรนักเพราะผลคือมันเป็นสุข แต่ถ้าเมื่อไรที่มันไม่ได้สอน คือมันตั้งใจว่าจะสอนแล้วไม่ได้สอน จิตมันจะพลิกเป็นทุกข์ขึ้นมาทันที เห็นขึ้นมาทันใด จิตจะเร่าร้อนทันที นั่นไงเห็นแล้วกิเลสมันกำลังเอาไฟเผาเรา ร้อนทันที เห็นทันทีเหมือนกัน การอยากสอนธรรมะมีความทุกข์อยู่สองชั้นคือ ก่อนสอนจะกังวลคิดหลายรอบ พยายามหาคำมาอธิบายให้เข้าใจ คิดวนไปวนมาฟุ้งซ่าน นี่เป็นเหตุทำให้จิตไม่สงบหนึ่ง และถ้าไม่ได้สอน คือไม่สมใจอยากของมันมันก็จะเป็นทุกข์ขึ้นมาทันทีอีกหนึ่ง
การเสพเมถุนเป็นทางเสื่อมแห่งการภาวนาจริง ๆ ตอนนี้จิตก็ไม่ค่อยมีความต้องการเรื่องนี้เท่าไรนัก แต่บางอย่างก็ต้องทำไปตามหน้าที่ของปุถุชนชาวโลก เพราะถ้าไม่ทำจะเกิดความทุกข์ในการอยู่ร่วมกับคู่ครองกลายเป็นปัญหาใหม่ขึ้นมาอีก วุ่นวายอีกไม่รู้จักจบจักสิ้น หลังจากการเสพเมถุนแล้วร่างกายจะไม่ค่อยมีกำลัง สติก็จะไม่หนักแน่น เป็นลอย ๆ เหม่อ ๆ จิตจะออกไปทางเหม่อลอยเสียมากกว่า เป็นการเหมาะสมที่สุดแล้วที่พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติห้ามไว้ สำหรับผู้ที่เป็นบรรพชิต ซึ่งต้องการปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพาน
เพลงเหมือนเดิมแต่จิตที่ฟังเปลี่ยนไปทำให้เพลงเปลี่ยนไป ฟังเพลงหลวงปู่มั่นมาหลายรอบเห็นอาการของจิตทีมีผลต่อเพลง ตอนที่อารมณ์ดี ๆ ใส ๆ ก็จะฟังเพลงได้ความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง ถ้าอารมณ์ขุ่นก็จะได้อีกแบบหนึ่ง ถ้าอารมณ์มีกิเลสมาก ๆ ต้องการอะไรบางอย่างมาก ๆ ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง จิตมันปรุงแต่งหาความแน่นอนไม่ได้จริง ๆ
ตั้งใจปฏิบัติมาพอสมควร ก็ไปเรื่อย ๆ ก่อนหน้านี้จะตามใจกิเลสเสียส่วนใหญ่ ทำตามแล้วก็ดูมัน แต่กิเลสนี่มันแสบจริง ๆ มันเอาไฟมาเผาเราอยู่เรื่อย บางวันสองสามเรื่อง แต่ละเรื่องไม่รู้กี่รอบเผาจนเกรียมไปหมดแล้ว บางวันหนักหน่อยเป็นสิบเรื่อง ยังไม่เจอเลยสักวันที่มันไม่เล่นงานเรา ตั้งรับกันมานานพอสมควร เราก็รับแล้วก็แก้ได้บ้างไม่ได้บ้าง เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง ตอนนี้เอาใหม่ไม่ยอมให้มันรุกเราเพียงฝ่ายเดียวแล้วต้องโต้ตอบบุกเผารังของมันตามคำสอนครูบาอาจารย์หลวงปู่มั่น จะปล่อยให้มันย่ำยี เหยียบย่ำ เยาะเย้ย ทำร้าย เราฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องเอาคืนบ้าง ไหน ๆ ก็ประกาศสงครามกันแล้ว จะตั้งรับฝ่ายเดียวปล่อยให้กิเลสมันมาเคาะประตูหน้าบ้านเราอยู่ฝ่ายเดียว รักตัวกลัวตาย เห็นจะไม่ใช่ชายชาตินักรบ นักรบของพระพุทธเจ้าต้องกล้ายิ่งกว่านักรบของกองทัพใด ๆ ในโลก เพราะกองทัพของเราคือกองทัพธรรม ต้องต่อสู้กับกิเลสซึ่งมีกำลังมากมายมหาศาล ครอบครองหัวใจของมนุษย์ทั้งโลก มันควบคุมโลกทั้งโลกอยู่สร้างความเดือดร้อนให้โลกอยู่ตลอดเวลา เราเป็นนักรบแห่งกองทัพธรรม มีพระนิพพานเป็นแดนชัย มีใจเป็นแดนรบ ต้องกล้าหาญเด็ดเดี่ยว กิเลสไม่ว่าจะตัวใหญ่ตัวเล็กตัวน้อยต้องเผชิญหน้ากับมันจัดการให้ราบคาบ เอากันให้ตายไปข้าง มันไม่ตายเราก็ตาย ถ้ามัวแต่หดหัวกลัวกิเลสกลัวตายอยู่ หวังจะให้มันอ่อนกำลังตายไปเองอีกกี่ชาติจึงจะชนะ มีแต่มันจะย่องมาเขกหัวเราข้างในบ้าน ต้องเอามันคืนบุกรังของมัน จิตใจต้องเด็ดเดี่ยว อะไรที่เป็นกิเลสต้องไม่ทำตามมัน ต้องทรมานมัน เอาให้ถึงที่จนกว่ามันจะยอม
ขณะเดินกลับจากห้างเดอะมอลล์โคราช เพื่อกลับที่พัก โดยปกติจะไม่ขึ้นรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างเพราะ ถือโอกาสเดินเพื่อปฏิบัติธรรมไปด้วย ขณะเดินเกิดสติที่เห็นเท่าทันขึ้นมาในระหว่างเดินนั้น ทำให้เข้าใจว่าความเป็นปัจจุบันนั้นเป็นอย่างไร ความเป็นปัจจุบันนั้นสั้นมาก สั้นจนไมสามารถจะกำหนดระยะเวลาได้แต่สัมผัสได้ด้วยจิตที่มีสติที่สดใสมาก ๆ ก่อนหน้านี้ที่ตามดูจิตมา จะเป็นการตามแบบห่าง ๆ คือพยายามตามดูว่ามันคิดอะไร พอมันเริ่มต้นคิดจนกระทั้งจบเราจะไม่รู้ขณะจิตนั้น พอมันคิดจบตัวรู้จะเกิดขึ้นตามมาทีหลังบางครั้งก็มีอย่างอื่นมาแทรกบางครั้งก็ไม่มี แล้วตัวรู้ก็จะดับไป แล้วก็จะเกิดความคิดใหม่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ คือส่วนใหญ่ความคิดจะเกิดขึ้นจนจบ ตัวรู้ค่อยจะตามมา หรือเกิดไปสักระยะหนึ่งแล้วตัวรู้ก็แทรกขึ้นมา พอตัวรู้แทรกขึ้นมาความคิดก็ดับลง จะเป็นอย่างนี้ อันนี้เข้าใจว่าเป็นการเอาสติตามแบบห่าง ๆ บางครั้งก็เกิดการพยายามจะเอาสติไปดักหน้าความคิด คือมีตัวอีกตัวหนึ่งไปดักดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น จ้องดูจิตอยู่ พอจิตคิดไอ้ตัวที่ดักอยู่นี้ก็กระโดดไปจับความคิดทันที อันนี้ก็ไม่ถูกเพราะตัวที่ดักนี้ก็เป็นอาการของจิตอีกแบบหนึ่งซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น มันพยายามจะไปจับคนอื่น แต่มันจะไม่รู้ตัวมันเองมันไม่เห็นตัวมันเอง เข้าใจว่าการดักนี้ก็เป็นโมหะอีกตัวหนึ่ง ทั้งการดักและการตามไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่การปฏิบัติก็ต้องเริ่มมาจากลักษณะนั้นก่อน สิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์ที่เรียกว่าสติ หรือมหาสตินั้นน่าจะเป็นการรู้ที่เกิดขึ้นทันทีไปพร้อม ๆ กับความคิดแล้วก็ดับลงไปพร้อม ๆ กัน สติจะต้องเข้าไปแทรกอยู่หรือเป็นเหมือนอันหนึ่งอันเดียวกันกับความคิด เรื่องนี้สามารถเอาไปตรวจทานดูขณะทำกายคตาสติก็ได้ เพราะเมื่อตอนบ่ายนั่งอยู่ที่บริษัทแล้วยกแขนขึ้นงอเข้ามาแล้วยืดออก สตินั้นตามไปทุกกระเบียดนิ้วแม้เศษเสี้ยววินาทีแล้วก็ดับลงไปในทุกเศษเสี้ยววินาทีเหมือนกัน ต่อไปต้องพยายามทำสติตัวนี้ให้มาก ๆ วันนี้เป็นวันแรกที่ทำได้ ถึงแม้จะเพียงไม่กี่ขณะจิตก็เถอะ
การเสพเมถุนเป็นทางเสื่อมแห่งการภาวนาจริง ๆ ตอนนี้จิตก็ไม่ค่อยมีความต้องการเรื่องนี้เท่าไรนัก แต่บางอย่างก็ต้องทำไปตามหน้าที่ของปุถุชนชาวโลก เพราะถ้าไม่ทำจะเกิดความทุกข์ในการอยู่ร่วมกับคู่ครองกลายเป็นปัญหาใหม่ขึ้นมาอีก วุ่นวายอีกไม่รู้จักจบจักสิ้น หลังจากการเสพเมถุนแล้วร่างกายจะไม่ค่อยมีกำลัง สติก็จะไม่หนักแน่น เป็นลอย ๆ เหม่อ ๆ จิตจะออกไปทางเหม่อลอยเสียมากกว่า เป็นการเหมาะสมที่สุดแล้วที่พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติห้ามไว้ สำหรับผู้ที่เป็นบรรพชิต ซึ่งต้องการปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพาน
เพลงเหมือนเดิมแต่จิตที่ฟังเปลี่ยนไปทำให้เพลงเปลี่ยนไป ฟังเพลงหลวงปู่มั่นมาหลายรอบเห็นอาการของจิตทีมีผลต่อเพลง ตอนที่อารมณ์ดี ๆ ใส ๆ ก็จะฟังเพลงได้ความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง ถ้าอารมณ์ขุ่นก็จะได้อีกแบบหนึ่ง ถ้าอารมณ์มีกิเลสมาก ๆ ต้องการอะไรบางอย่างมาก ๆ ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง จิตมันปรุงแต่งหาความแน่นอนไม่ได้จริง ๆ
ตั้งใจปฏิบัติมาพอสมควร ก็ไปเรื่อย ๆ ก่อนหน้านี้จะตามใจกิเลสเสียส่วนใหญ่ ทำตามแล้วก็ดูมัน แต่กิเลสนี่มันแสบจริง ๆ มันเอาไฟมาเผาเราอยู่เรื่อย บางวันสองสามเรื่อง แต่ละเรื่องไม่รู้กี่รอบเผาจนเกรียมไปหมดแล้ว บางวันหนักหน่อยเป็นสิบเรื่อง ยังไม่เจอเลยสักวันที่มันไม่เล่นงานเรา ตั้งรับกันมานานพอสมควร เราก็รับแล้วก็แก้ได้บ้างไม่ได้บ้าง เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง ตอนนี้เอาใหม่ไม่ยอมให้มันรุกเราเพียงฝ่ายเดียวแล้วต้องโต้ตอบบุกเผารังของมันตามคำสอนครูบาอาจารย์หลวงปู่มั่น จะปล่อยให้มันย่ำยี เหยียบย่ำ เยาะเย้ย ทำร้าย เราฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องเอาคืนบ้าง ไหน ๆ ก็ประกาศสงครามกันแล้ว จะตั้งรับฝ่ายเดียวปล่อยให้กิเลสมันมาเคาะประตูหน้าบ้านเราอยู่ฝ่ายเดียว รักตัวกลัวตาย เห็นจะไม่ใช่ชายชาตินักรบ นักรบของพระพุทธเจ้าต้องกล้ายิ่งกว่านักรบของกองทัพใด ๆ ในโลก เพราะกองทัพของเราคือกองทัพธรรม ต้องต่อสู้กับกิเลสซึ่งมีกำลังมากมายมหาศาล ครอบครองหัวใจของมนุษย์ทั้งโลก มันควบคุมโลกทั้งโลกอยู่สร้างความเดือดร้อนให้โลกอยู่ตลอดเวลา เราเป็นนักรบแห่งกองทัพธรรม มีพระนิพพานเป็นแดนชัย มีใจเป็นแดนรบ ต้องกล้าหาญเด็ดเดี่ยว กิเลสไม่ว่าจะตัวใหญ่ตัวเล็กตัวน้อยต้องเผชิญหน้ากับมันจัดการให้ราบคาบ เอากันให้ตายไปข้าง มันไม่ตายเราก็ตาย ถ้ามัวแต่หดหัวกลัวกิเลสกลัวตายอยู่ หวังจะให้มันอ่อนกำลังตายไปเองอีกกี่ชาติจึงจะชนะ มีแต่มันจะย่องมาเขกหัวเราข้างในบ้าน ต้องเอามันคืนบุกรังของมัน จิตใจต้องเด็ดเดี่ยว อะไรที่เป็นกิเลสต้องไม่ทำตามมัน ต้องทรมานมัน เอาให้ถึงที่จนกว่ามันจะยอม
ขณะเดินกลับจากห้างเดอะมอลล์โคราช เพื่อกลับที่พัก โดยปกติจะไม่ขึ้นรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างเพราะ ถือโอกาสเดินเพื่อปฏิบัติธรรมไปด้วย ขณะเดินเกิดสติที่เห็นเท่าทันขึ้นมาในระหว่างเดินนั้น ทำให้เข้าใจว่าความเป็นปัจจุบันนั้นเป็นอย่างไร ความเป็นปัจจุบันนั้นสั้นมาก สั้นจนไมสามารถจะกำหนดระยะเวลาได้แต่สัมผัสได้ด้วยจิตที่มีสติที่สดใสมาก ๆ ก่อนหน้านี้ที่ตามดูจิตมา จะเป็นการตามแบบห่าง ๆ คือพยายามตามดูว่ามันคิดอะไร พอมันเริ่มต้นคิดจนกระทั้งจบเราจะไม่รู้ขณะจิตนั้น พอมันคิดจบตัวรู้จะเกิดขึ้นตามมาทีหลังบางครั้งก็มีอย่างอื่นมาแทรกบางครั้งก็ไม่มี แล้วตัวรู้ก็จะดับไป แล้วก็จะเกิดความคิดใหม่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ คือส่วนใหญ่ความคิดจะเกิดขึ้นจนจบ ตัวรู้ค่อยจะตามมา หรือเกิดไปสักระยะหนึ่งแล้วตัวรู้ก็แทรกขึ้นมา พอตัวรู้แทรกขึ้นมาความคิดก็ดับลง จะเป็นอย่างนี้ อันนี้เข้าใจว่าเป็นการเอาสติตามแบบห่าง ๆ บางครั้งก็เกิดการพยายามจะเอาสติไปดักหน้าความคิด คือมีตัวอีกตัวหนึ่งไปดักดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น จ้องดูจิตอยู่ พอจิตคิดไอ้ตัวที่ดักอยู่นี้ก็กระโดดไปจับความคิดทันที อันนี้ก็ไม่ถูกเพราะตัวที่ดักนี้ก็เป็นอาการของจิตอีกแบบหนึ่งซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น มันพยายามจะไปจับคนอื่น แต่มันจะไม่รู้ตัวมันเองมันไม่เห็นตัวมันเอง เข้าใจว่าการดักนี้ก็เป็นโมหะอีกตัวหนึ่ง ทั้งการดักและการตามไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่การปฏิบัติก็ต้องเริ่มมาจากลักษณะนั้นก่อน สิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์ที่เรียกว่าสติ หรือมหาสตินั้นน่าจะเป็นการรู้ที่เกิดขึ้นทันทีไปพร้อม ๆ กับความคิดแล้วก็ดับลงไปพร้อม ๆ กัน สติจะต้องเข้าไปแทรกอยู่หรือเป็นเหมือนอันหนึ่งอันเดียวกันกับความคิด เรื่องนี้สามารถเอาไปตรวจทานดูขณะทำกายคตาสติก็ได้ เพราะเมื่อตอนบ่ายนั่งอยู่ที่บริษัทแล้วยกแขนขึ้นงอเข้ามาแล้วยืดออก สตินั้นตามไปทุกกระเบียดนิ้วแม้เศษเสี้ยววินาทีแล้วก็ดับลงไปในทุกเศษเสี้ยววินาทีเหมือนกัน ต่อไปต้องพยายามทำสติตัวนี้ให้มาก ๆ วันนี้เป็นวันแรกที่ทำได้ ถึงแม้จะเพียงไม่กี่ขณะจิตก็เถอะ
Thursday, October 21, 2004
วันที่ 39 ลักษณะตัดสินพระธรรมวินัย
ลักษณะตัดสินพระธรรมวินัย (เล่ม ๗)
[๕๒๓] ครั้งนั้น พระมหาปชาบดีโคตมี เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคม ได้ยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วกราบทูลว่า ขอประทานพระวโรกาส พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคโปรดแสดงธรรมโดยย่อ ที่หม่อมฉันฟังธรรม ของพระผู้มีพระภาคแล้ว เป็นผู้เดียวจะพึงหลีกออก ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปอยู่
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรโคตมี เธอพึงรู้ธรรมเหล่าใดว่า ธรรมเหล่านี้
เป็นไปเพื่อความกำหนัด ไม่ใช่เพื่อคลายความกำหนัด
เป็นไปเพื่อความประกอบ ไม่ใช่เพื่อความพราก
เป็นไปเพื่อความสะสม ไม่ใช่เพื่อความไม่สะสม
เป็นไป เพื่อความมักมาก ไม่ใช่เพื่อความมักน้อย
เป็นไปเพื่อความไม่สันโดษ ไม่ใช่เพื่อความสันโดษ
เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่ ไม่ใช่เพื่อความสงัด
เป็นไป เพื่อความเกียจคร้าน ไม่ใช่เพื่อปรารภความเพียร
เป็นไปเพื่อความเลี้ยงยาก ไม่ใช่เพื่อความเลี้ยงง่าย
ดูกรโคตมี เธอพึงทรงจำธรรมเหล่านั้นไว้โดยส่วนเดียวว่า นั่นไม่ใช่ธรรม นั่นไม่ใช่วินัย นั่นไม่ใช่สัตถุศาสน์
ดูกรโคตมี อนึ่ง เธอพึงรู้ธรรมเหล่าใดว่า ธรรมเหล่านี้
เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด ไม่ใช่เพื่อมีความกำหนัด
เป็นไปเพื่อความพราก ไม่ใช่เพื่อความประกอบ
เป็นไปเพื่อความไม่สะสม ไม่ใช่เพื่อความสะสม
เป็นไปเพื่อความมักน้อย ไม่ใช่เพื่อความมักมาก
เป็นไปเพื่อความสันโดษ ไม่ใช่เพื่อความไม่สันโดษ
เป็นไปเพื่อความสงัด ไม่ใช่เพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่
เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร ไม่ใช่เพื่อความเกียจคร้าน
เป็นไปเพื่อความเลี้ยงง่าย ไม่ใช่ เพื่อความเลี้ยงยาก
ดูกรโคตมี เธอพึงทรงจำธรรมเหล่านั้นไว้โดยส่วนเดียวว่า
นั่นเป็นธรรม นั่นเป็นวินัย นั่นเป็นสัตถุศาสน์ ฯ
สังขิตตสูตร (เล่ม ๒๓)
[๑๔๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี ครั้งนั้นแล พระนางมหาปชาบดีโคตมีเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายบังคมแล้วประทับยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมโดยย่อแก่หม่อมฉันซึ่งหม่อมฉันได้ฟังแล้ว จะพึงเป็นผู้หลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่เถิด ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรโคตมี ท่านพึงรู้ธรรมเหล่าใดว่า ธรรมเหล่านี้
เป็นไปเพื่อความกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด
เป็นไปเพื่อประกอบสัตว์ไว้ ไม่เป็นไปเพื่อพรากสัตว์ออก
เป็นไปเพื่อสั่งสมกิเลส ไม่เป็นไปเพื่อไม่สั่งสมกิเลส
เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักมาก ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย
เป็นไปเพื่อความไม่สันโดษ ไม่เป็นไปเพื่อความสันโดษ
เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ไม่เป็นไปเพื่อความสงัด
เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ไม่เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร
เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงยาก ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย
ดูกรโคตมี ท่านพึงทรงจำไว้โดยส่วนหนึ่งว่า นี้ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่คำสั่งสอนของพระศาสดา ฯ
ดูกรโคตมี ท่านพึงรู้ธรรมเหล่าใดว่า ธรรมเหล่านี้
เป็นไปเพื่อคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความกำหนัด
เป็นไปเพื่อไม่ประกอบสัตว์ไว้ ไม่เป็นไปเพื่อประกอบสัตว์ไว้
เป็นไปเพื่อไม่สั่งสมกิเลส ไม่เป็นไปเพื่อสั่งสมกิเลส
เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักมาก
เป็นไปเพื่อสันโดษ ไม่เป็นไปเพื่อไม่สันโดษ
เป็นไปเพื่อความสงัด ไม่เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ
เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร ไม่เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน
เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงยาก
ดูกรโคตมี ท่านพึงทรงจำไว้โดยส่วนหนึ่งว่า นี้เป็นธรรมเป็นวินัย เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา ฯ
[๕๒๓] ครั้งนั้น พระมหาปชาบดีโคตมี เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคม ได้ยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วกราบทูลว่า ขอประทานพระวโรกาส พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคโปรดแสดงธรรมโดยย่อ ที่หม่อมฉันฟังธรรม ของพระผู้มีพระภาคแล้ว เป็นผู้เดียวจะพึงหลีกออก ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปอยู่
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรโคตมี เธอพึงรู้ธรรมเหล่าใดว่า ธรรมเหล่านี้
เป็นไปเพื่อความกำหนัด ไม่ใช่เพื่อคลายความกำหนัด
เป็นไปเพื่อความประกอบ ไม่ใช่เพื่อความพราก
เป็นไปเพื่อความสะสม ไม่ใช่เพื่อความไม่สะสม
เป็นไป เพื่อความมักมาก ไม่ใช่เพื่อความมักน้อย
เป็นไปเพื่อความไม่สันโดษ ไม่ใช่เพื่อความสันโดษ
เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่ ไม่ใช่เพื่อความสงัด
เป็นไป เพื่อความเกียจคร้าน ไม่ใช่เพื่อปรารภความเพียร
เป็นไปเพื่อความเลี้ยงยาก ไม่ใช่เพื่อความเลี้ยงง่าย
ดูกรโคตมี เธอพึงทรงจำธรรมเหล่านั้นไว้โดยส่วนเดียวว่า นั่นไม่ใช่ธรรม นั่นไม่ใช่วินัย นั่นไม่ใช่สัตถุศาสน์
ดูกรโคตมี อนึ่ง เธอพึงรู้ธรรมเหล่าใดว่า ธรรมเหล่านี้
เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด ไม่ใช่เพื่อมีความกำหนัด
เป็นไปเพื่อความพราก ไม่ใช่เพื่อความประกอบ
เป็นไปเพื่อความไม่สะสม ไม่ใช่เพื่อความสะสม
เป็นไปเพื่อความมักน้อย ไม่ใช่เพื่อความมักมาก
เป็นไปเพื่อความสันโดษ ไม่ใช่เพื่อความไม่สันโดษ
เป็นไปเพื่อความสงัด ไม่ใช่เพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่
เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร ไม่ใช่เพื่อความเกียจคร้าน
เป็นไปเพื่อความเลี้ยงง่าย ไม่ใช่ เพื่อความเลี้ยงยาก
ดูกรโคตมี เธอพึงทรงจำธรรมเหล่านั้นไว้โดยส่วนเดียวว่า
นั่นเป็นธรรม นั่นเป็นวินัย นั่นเป็นสัตถุศาสน์ ฯ
สังขิตตสูตร (เล่ม ๒๓)
[๑๔๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี ครั้งนั้นแล พระนางมหาปชาบดีโคตมีเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายบังคมแล้วประทับยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมโดยย่อแก่หม่อมฉันซึ่งหม่อมฉันได้ฟังแล้ว จะพึงเป็นผู้หลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่เถิด ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรโคตมี ท่านพึงรู้ธรรมเหล่าใดว่า ธรรมเหล่านี้
เป็นไปเพื่อความกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด
เป็นไปเพื่อประกอบสัตว์ไว้ ไม่เป็นไปเพื่อพรากสัตว์ออก
เป็นไปเพื่อสั่งสมกิเลส ไม่เป็นไปเพื่อไม่สั่งสมกิเลส
เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักมาก ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย
เป็นไปเพื่อความไม่สันโดษ ไม่เป็นไปเพื่อความสันโดษ
เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ไม่เป็นไปเพื่อความสงัด
เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ไม่เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร
เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงยาก ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย
ดูกรโคตมี ท่านพึงทรงจำไว้โดยส่วนหนึ่งว่า นี้ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่คำสั่งสอนของพระศาสดา ฯ
ดูกรโคตมี ท่านพึงรู้ธรรมเหล่าใดว่า ธรรมเหล่านี้
เป็นไปเพื่อคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความกำหนัด
เป็นไปเพื่อไม่ประกอบสัตว์ไว้ ไม่เป็นไปเพื่อประกอบสัตว์ไว้
เป็นไปเพื่อไม่สั่งสมกิเลส ไม่เป็นไปเพื่อสั่งสมกิเลส
เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักมาก
เป็นไปเพื่อสันโดษ ไม่เป็นไปเพื่อไม่สันโดษ
เป็นไปเพื่อความสงัด ไม่เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ
เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร ไม่เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน
เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงยาก
ดูกรโคตมี ท่านพึงทรงจำไว้โดยส่วนหนึ่งว่า นี้เป็นธรรมเป็นวินัย เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา ฯ
Wednesday, October 20, 2004
วันที่ 38 ทำผิด
บางครั้งเราก็ทำผิดทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันผิด แล้วก็มากังวลเรื่องผลของกรรมที่จะตามมา สิ่งที่พอจะทำได้ไม่ทำร้ายตัวเองก็คือยิ้มรอรับผลกรรมอย่างเต็มใจ เพราะยังไงเสียก็หลีกไม่พ้นอยู่แล้ว ลองทำดูพบว่าทำให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้นนะ
Monday, October 18, 2004
วันที่ 36 สาเหตุที่ตถาคตประพฤติพรหมจรรย์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตผู้ประพฤติพรหมจรรย์
เพื่อลวงประชาชนก็หามิได้
เพื่อเกลี้ยกล่อมประชาชนก็หามิได้
เพื่ออานิสงส์ คือ ลาภสักการะ และความสรรเสริญ ก็หามิได้
เพื่ออานิสงส์ คือ การอวดอ้างวาทะก็หามิได้
เพื่อความปรารถนาว่า ชนจงรู้จักเราด้วยอาการดังนี้ ก็หามิได้
โดยที่แท้ตถาคตอยู่ประพฤติพรหมจรรย์นี้ เพื่อสังวร เพื่อละ เพื่อคลายความกำหนัด เพื่อดับกิเลส ฯ
เพื่อลวงประชาชนก็หามิได้
เพื่อเกลี้ยกล่อมประชาชนก็หามิได้
เพื่ออานิสงส์ คือ ลาภสักการะ และความสรรเสริญ ก็หามิได้
เพื่ออานิสงส์ คือ การอวดอ้างวาทะก็หามิได้
เพื่อความปรารถนาว่า ชนจงรู้จักเราด้วยอาการดังนี้ ก็หามิได้
โดยที่แท้ตถาคตอยู่ประพฤติพรหมจรรย์นี้ เพื่อสังวร เพื่อละ เพื่อคลายความกำหนัด เพื่อดับกิเลส ฯ
Subscribe to:
Posts (Atom)