ความอยากสอนธรรมะก็เป็นกิเลสตัวหนึ่ง พิสูจน์ได้จากกิเลสมันเอาไฟมาเผาเรา เหมือนหลวงปู่มั่นท่านว่าไว้จริง ๆ “เผลอไม่ได้มันเอาไฟมาเผาเรา” ตอนที่สอนหรือเล่าให้เขาฟังแล้วเขาฟังนั้นมันก็ดีหรอก เพราะมันมีความยินดีเป็นสุข เขาก็คงมีความสุข (หรือเปล่าไม่รู้) อันนี้ไม่เป็นปัญหา จะมีกิเลสหรือเปล่ามองไม่ออก มีหรือไม่มีก็ไม่สำคัญเท่าไรนักเพราะผลคือมันเป็นสุข แต่ถ้าเมื่อไรที่มันไม่ได้สอน คือมันตั้งใจว่าจะสอนแล้วไม่ได้สอน จิตมันจะพลิกเป็นทุกข์ขึ้นมาทันที เห็นขึ้นมาทันใด จิตจะเร่าร้อนทันที นั่นไงเห็นแล้วกิเลสมันกำลังเอาไฟเผาเรา ร้อนทันที เห็นทันทีเหมือนกัน การอยากสอนธรรมะมีความทุกข์อยู่สองชั้นคือ ก่อนสอนจะกังวลคิดหลายรอบ พยายามหาคำมาอธิบายให้เข้าใจ คิดวนไปวนมาฟุ้งซ่าน นี่เป็นเหตุทำให้จิตไม่สงบหนึ่ง และถ้าไม่ได้สอน คือไม่สมใจอยากของมันมันก็จะเป็นทุกข์ขึ้นมาทันทีอีกหนึ่ง
การเสพเมถุนเป็นทางเสื่อมแห่งการภาวนาจริง ๆ ตอนนี้จิตก็ไม่ค่อยมีความต้องการเรื่องนี้เท่าไรนัก แต่บางอย่างก็ต้องทำไปตามหน้าที่ของปุถุชนชาวโลก เพราะถ้าไม่ทำจะเกิดความทุกข์ในการอยู่ร่วมกับคู่ครองกลายเป็นปัญหาใหม่ขึ้นมาอีก วุ่นวายอีกไม่รู้จักจบจักสิ้น หลังจากการเสพเมถุนแล้วร่างกายจะไม่ค่อยมีกำลัง สติก็จะไม่หนักแน่น เป็นลอย ๆ เหม่อ ๆ จิตจะออกไปทางเหม่อลอยเสียมากกว่า เป็นการเหมาะสมที่สุดแล้วที่พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติห้ามไว้ สำหรับผู้ที่เป็นบรรพชิต ซึ่งต้องการปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพาน
เพลงเหมือนเดิมแต่จิตที่ฟังเปลี่ยนไปทำให้เพลงเปลี่ยนไป ฟังเพลงหลวงปู่มั่นมาหลายรอบเห็นอาการของจิตทีมีผลต่อเพลง ตอนที่อารมณ์ดี ๆ ใส ๆ ก็จะฟังเพลงได้ความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง ถ้าอารมณ์ขุ่นก็จะได้อีกแบบหนึ่ง ถ้าอารมณ์มีกิเลสมาก ๆ ต้องการอะไรบางอย่างมาก ๆ ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง จิตมันปรุงแต่งหาความแน่นอนไม่ได้จริง ๆ
ตั้งใจปฏิบัติมาพอสมควร ก็ไปเรื่อย ๆ ก่อนหน้านี้จะตามใจกิเลสเสียส่วนใหญ่ ทำตามแล้วก็ดูมัน แต่กิเลสนี่มันแสบจริง ๆ มันเอาไฟมาเผาเราอยู่เรื่อย บางวันสองสามเรื่อง แต่ละเรื่องไม่รู้กี่รอบเผาจนเกรียมไปหมดแล้ว บางวันหนักหน่อยเป็นสิบเรื่อง ยังไม่เจอเลยสักวันที่มันไม่เล่นงานเรา ตั้งรับกันมานานพอสมควร เราก็รับแล้วก็แก้ได้บ้างไม่ได้บ้าง เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง ตอนนี้เอาใหม่ไม่ยอมให้มันรุกเราเพียงฝ่ายเดียวแล้วต้องโต้ตอบบุกเผารังของมันตามคำสอนครูบาอาจารย์หลวงปู่มั่น จะปล่อยให้มันย่ำยี เหยียบย่ำ เยาะเย้ย ทำร้าย เราฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องเอาคืนบ้าง ไหน ๆ ก็ประกาศสงครามกันแล้ว จะตั้งรับฝ่ายเดียวปล่อยให้กิเลสมันมาเคาะประตูหน้าบ้านเราอยู่ฝ่ายเดียว รักตัวกลัวตาย เห็นจะไม่ใช่ชายชาตินักรบ นักรบของพระพุทธเจ้าต้องกล้ายิ่งกว่านักรบของกองทัพใด ๆ ในโลก เพราะกองทัพของเราคือกองทัพธรรม ต้องต่อสู้กับกิเลสซึ่งมีกำลังมากมายมหาศาล ครอบครองหัวใจของมนุษย์ทั้งโลก มันควบคุมโลกทั้งโลกอยู่สร้างความเดือดร้อนให้โลกอยู่ตลอดเวลา เราเป็นนักรบแห่งกองทัพธรรม มีพระนิพพานเป็นแดนชัย มีใจเป็นแดนรบ ต้องกล้าหาญเด็ดเดี่ยว กิเลสไม่ว่าจะตัวใหญ่ตัวเล็กตัวน้อยต้องเผชิญหน้ากับมันจัดการให้ราบคาบ เอากันให้ตายไปข้าง มันไม่ตายเราก็ตาย ถ้ามัวแต่หดหัวกลัวกิเลสกลัวตายอยู่ หวังจะให้มันอ่อนกำลังตายไปเองอีกกี่ชาติจึงจะชนะ มีแต่มันจะย่องมาเขกหัวเราข้างในบ้าน ต้องเอามันคืนบุกรังของมัน จิตใจต้องเด็ดเดี่ยว อะไรที่เป็นกิเลสต้องไม่ทำตามมัน ต้องทรมานมัน เอาให้ถึงที่จนกว่ามันจะยอม
ขณะเดินกลับจากห้างเดอะมอลล์โคราช เพื่อกลับที่พัก โดยปกติจะไม่ขึ้นรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างเพราะ ถือโอกาสเดินเพื่อปฏิบัติธรรมไปด้วย ขณะเดินเกิดสติที่เห็นเท่าทันขึ้นมาในระหว่างเดินนั้น ทำให้เข้าใจว่าความเป็นปัจจุบันนั้นเป็นอย่างไร ความเป็นปัจจุบันนั้นสั้นมาก สั้นจนไมสามารถจะกำหนดระยะเวลาได้แต่สัมผัสได้ด้วยจิตที่มีสติที่สดใสมาก ๆ ก่อนหน้านี้ที่ตามดูจิตมา จะเป็นการตามแบบห่าง ๆ คือพยายามตามดูว่ามันคิดอะไร พอมันเริ่มต้นคิดจนกระทั้งจบเราจะไม่รู้ขณะจิตนั้น พอมันคิดจบตัวรู้จะเกิดขึ้นตามมาทีหลังบางครั้งก็มีอย่างอื่นมาแทรกบางครั้งก็ไม่มี แล้วตัวรู้ก็จะดับไป แล้วก็จะเกิดความคิดใหม่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ คือส่วนใหญ่ความคิดจะเกิดขึ้นจนจบ ตัวรู้ค่อยจะตามมา หรือเกิดไปสักระยะหนึ่งแล้วตัวรู้ก็แทรกขึ้นมา พอตัวรู้แทรกขึ้นมาความคิดก็ดับลง จะเป็นอย่างนี้ อันนี้เข้าใจว่าเป็นการเอาสติตามแบบห่าง ๆ บางครั้งก็เกิดการพยายามจะเอาสติไปดักหน้าความคิด คือมีตัวอีกตัวหนึ่งไปดักดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น จ้องดูจิตอยู่ พอจิตคิดไอ้ตัวที่ดักอยู่นี้ก็กระโดดไปจับความคิดทันที อันนี้ก็ไม่ถูกเพราะตัวที่ดักนี้ก็เป็นอาการของจิตอีกแบบหนึ่งซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น มันพยายามจะไปจับคนอื่น แต่มันจะไม่รู้ตัวมันเองมันไม่เห็นตัวมันเอง เข้าใจว่าการดักนี้ก็เป็นโมหะอีกตัวหนึ่ง ทั้งการดักและการตามไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่การปฏิบัติก็ต้องเริ่มมาจากลักษณะนั้นก่อน สิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์ที่เรียกว่าสติ หรือมหาสตินั้นน่าจะเป็นการรู้ที่เกิดขึ้นทันทีไปพร้อม ๆ กับความคิดแล้วก็ดับลงไปพร้อม ๆ กัน สติจะต้องเข้าไปแทรกอยู่หรือเป็นเหมือนอันหนึ่งอันเดียวกันกับความคิด เรื่องนี้สามารถเอาไปตรวจทานดูขณะทำกายคตาสติก็ได้ เพราะเมื่อตอนบ่ายนั่งอยู่ที่บริษัทแล้วยกแขนขึ้นงอเข้ามาแล้วยืดออก สตินั้นตามไปทุกกระเบียดนิ้วแม้เศษเสี้ยววินาทีแล้วก็ดับลงไปในทุกเศษเสี้ยววินาทีเหมือนกัน ต่อไปต้องพยายามทำสติตัวนี้ให้มาก ๆ วันนี้เป็นวันแรกที่ทำได้ ถึงแม้จะเพียงไม่กี่ขณะจิตก็เถอะ
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
No comments:
Post a Comment