ออกเดินทางจากบ้านแฟนตีห้าไปถึงวัดหกโมงกว่า ๆ หลวงตาให้หนังสือ ประวัติของหลวงปู่จันทา ถาวโร ให้มาอ่านเนื้อหาค่อนข้างดีเรื่องความเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นในการปฏิบัติธรรม แล้วก็มีรูปการผ่าศพ ในลักษณะต่าง ๆ ให้ดู เพื่อพิจารณาอสุภกัมถาน แล้วท่านก็ให้ไปอยู่ที่กุฏิถัดจากกุฏิของท่านออกไป ซึ่งติดกับเมรุเผาศพแต่สร้างยั้งไม่เสร็จ ต้องเผากันข้าง ๆ เมรุก่อน เมื่อเข้าก็พึ่งเผาเสร็จและเก็บกระดูกไปหนึ่งศพ รอยเผายังเห็นอยู่เลย นังสมาธิภาวนา สลับกับอ่านหนังสือ ท่องคำขอบรรพชา พอตอนเย็นก็ออกไปตีตาด (กวาดลานวัด) พยายามมีสติทุกอิริยาบถ ไม่สุงสิงยุ่งเกี่ยวกับใคร ไม่คุยกับใครเพราะเวลาคุยยังคุมสุติไม่ได้ พยายามอยู่คนเดียวไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครเพราะชีวิตข้างนอกนั้นยุ่งกับคนมาพอแล้วที่มาแสวงหาสถานที่นี้ก็เพราะไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอก พอตกเย็นก็อาบน้ำแต่งตัวแล้วออกไปหาหลวงตาที่โรงฉันน้ำร้อน มีพระท่านให้ยาร้อนมาทาน ทานเข้าไปแล้วรู้สึกร้อนท้อง แล้วก็รู้สึกว่ามันเป็นอาหาร คงขึ้นอยู่กับเจตนาของคนทานถ้าทานเพราะหิวก็ผิดทั้งนั้น แต่ถ้าทานเพื่อเป็นยาจริง ๆ ยังไงก็คงไม่ผิด แต่เรากิเลสยังท่วมหัวคิดว่าต่อไปจะไม่กินอีกแล้ว
พอมืดก็เดินกลับกุฏิเห็นความมืดแล้วเกิดความกลัวขึ้นมาเพราะที่นี่เป็นป่าช้า หลวงตาท่านพึ่งมาอยู่ เดินมาถึงกุฏิก็สวดมนต์ไหว้พระ ตามปกติในชีวิตประจำวัน แต่จะเพิ่มส่วนของการอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้าที่แถวนั้นเป็นพิเศษ เสร็จแล้วก็นั่งสมาธิ นั่งได้ชั่วโมเดียวง่วง ก็เลยลงมาเดินจงกรม ตอนที่เดินนั้นมีความกลัวเป็นเพื่อนอยู่ตลอดเวลาเพราะทางเดินนั้น อยู่ติดกับเมรุ แล้วก็รอยที่เขาเผาศพนั้นก็อยู่ห่างจากปลายทางจงกรมประมาณ 20 – 30 เมตรเท่านั้นเอง แล้วเงียบมาก ได้ยินเสียงใบใม้หล่นก็ตกใจแล้ว เดินอยู่ด้วยความกลัว สลับกับพุทธ โธ เป็นระยะ รู้แล้วว่าการภาวนาพุทธโธนั้นสำคัญ สำหรับพระใหม่อย่างไร เพราะตอนอยู่ในป่าช้านั้นความกลัวมีมาก อานาปานสติ เอาไม่อยู่ เพราะมันกลัว แต่พอท่องพุทธโธแล้วมีความอุ่นใจเกิดขึ้น เป็นคำที่เหมาะสมกับการภาวนาสำหรับผู้ที่มีความกลัวจริง ๆ เดินได้หนึ่งชั่วโมง ก็กลับขึ้นมานั่งสมาธิต่ออีกนิดหน่อยแล้วก็เข้านอน
ตื่นมาประมาณตีห้านั้งสมาธิแล้วก็ลุกไปล้างหน้าแปรงฟัน ไปกวาดลานวัด พอพระท่านไปบิณฑบาตรกลับมาท่านให้ลองกินในภาชนะใบเดียวดู พยายามมีสติ และกินให้สำรวมมากที่สุด ขณะกินเกิดบางอย่างขึ้นกับใจโดยอัตโนมัติ ตอนที่กัดข้าวเหนียวเข้าไปในปากครึ่งหนึ่ง แล้วก็เหลืออยู่ที่มีครึ่งหนึ่ง ตอนนั้นเกิดความรู้สึกขึ้นมาทันทีว่านี่ไม่ถูกต้องเพราะมันขัด ๆ แล้วก็กินกล้วย การกินกล้วยพอกัดแล้วก็รู้สึกเหมือนกันว่าไม่ถูกต้องแต่ก็ไม่รู้ว่าไม่ถูกอย่างไร พอตอนบ่ายก็เลยมาได้คำตอบจากการอ่านหนังสือของหลวงปู่จันทา ถาวโร ท่านบอกว่า ข้าวตกจากปากลงไปในบาตรจะทำให้ข้าวในบาตรทั้งหมดเป็นเดนทันที ถ้ากินต่ออาบัติทุกคำกลืน การกัดข้าวเหนียวก็เหมือนกัน กัดกล้วยก็เหมือกัน ส่วนที่เหลือมันเป็นเดน กินคำต่อไปอาบัติ ทานให้แบ่งให้พอดีคำแล้วค่อยเอาเข้าปาก ซึ่งจะทำให้เจริญสติได้ดีมาก พระวินัยทุกข้อ ล้วนเป็นพื้นฐานของการปฏิบัติ เพื่อ สติ เพื่อสมาธิ เพื่อ สำรวมกาย ทั้งนั้น เป็นพระจะทำอะไรต้องระวังให้มาก ถ้านั่งฉันข้าวแล้วคุยกันก็ผิดเพราะกินไปด้วยคุยไปด้วย อาจจะไปรบกวนพระรูปอื่นที่ท่านกำลังภาวนาอยู่ ต้องตั้งใจระวังให้มาก สิ่งที่ได้รู้อีกอย่างหนึ่งก็คือเมื่อจิตใจพยายามทำศีลใหบริสุทธิ์แล้ว พอจะทำอะไรที่ไม่ถูกต้องมันจะรู้สึกขัด ๆ เป็นทุกข์ขึ้นมาทันที ทั้ง ๆ ที่บางครั้งไม่รู้มาก่อนด้วยซ้ำว่ามีศีลข้อนี้อยู่ นี่เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์อีกเรื่องหนึ่งในการรักษาศีล
กลางวันทั้งวันไม่สุงสิงกับใคร ทำสมาธิบ้าง เดินจงกรมบ้าง ท่องคำของบรรพชาบ้าง พอตกเย็นก็ทำสมาธิแล้วก็ไปเดินจงกรมเหมือนเดิม แต่เที่ยวนี้กลัวกว่าเมื่อวานอีก เดินได้เพียง ยี่สิบนาทีก็ขึ้นไปบนกุฏิเพราะสู้ความกลัวไม่ไหว ต้องไปนั่งสงบสติอารมณ์อยู่ระยะหนึ่งแล้วก็ทำสมาธิ พอทำไปสักระยะก็เลยง่วงนอน ก็เปลี่ยนมาเจริญสติตามวิธีการของหลวงพ่อคำเขียน เสร็จแล้วก็ได้ตามดูจิต พบว่าตอนที่ลงไปเดินนั้นพยายามทำสมถะแต่มันทำลำบากเพราะมีความกลัวอยู่มาก ตอนนี้ก็เลยดูอาการของจิตและตามดูความคิด รู้สึกว่าความกลัวหายไปเยอะเพราะเป็นการดูอาการของจิต ก็เลยลงไปเดินจงกรมใหม่อีกรอบความกลัวหายไปเยอะแต่ยังมีอยู่ เดินไปเดินมาก็พอได้ ก็เลยคิดว่าจะไปเดินใกล้ ๆ ข้าง ๆ ที่เขาเผาศพเลย แล้วถ้ามันกลัวมากจะไปนั่งติดกับรอยที่เขาเผาศพเลย แต่ปรากฏว่าไม่กล้าไปเพราะ เกิดความรู้สึกว่าศีลของเรายังมีด่างพร้อยอยู่ยังไม่ดีพอ ถ้าศีลบริสุทธิ์ไม่ด่างพร้อยจะทำให้มีความกล้าเต็มร้อย และไม่มีความกังวล เหมือนมีเกราะคุ้มกันเราอยู่ เรื่องนี้สำคัญมากกลับไปเที่ยวนี้ต้องเอาศีลให้บริสุทธิ์ เพราะถ้าศีลด่างพร้อยแม้นิดเดียวก็ไม่ดีเสียแล้ว ก็กังวลเสียแล้ว
ตื่นเช้ามาตีสี่ก็ยังมีความอยากที่จะไปเดินจงกรมที่ข้างเมรุอยู่แต่ความกลัวก็ห้ามไว้ ก็เลยนั่งสมาธิอยู่ในกฏิ พอเช้าก็ออกไปกวาดลานวัดพอกินข้าวเสร็จแฟนก็มารับ ออกไปที่เขากวนข้าวทิพย์ เป็นป่าช้าอีกที่หนึ่งซึ่งหลวงตาท่านไปบุกเบิกพยายามสร้างวัดเหมือนกัน แต่ยังรกอยู่มากแล้วเป็นป่ามากกว่าที่นาล้อมเสียอีก หลวงตาบอกว่าถ้าบวชแล้วจะส่งมาภาวนาอยู่ที่นี่ คิดหวั่นอยู่ในใจ เพราะที่นี่น่ากลัวกว่ามาก ไม่เป็นไรถ้าต้องมาก็ต้องมา หลังจากนั้นก็ออกเดินทางไป ภูจ้อก้อ ไปดูวัดของหลวงปู่หล้า เพราะเคยอ่านแต่หนังสือท่าน ก็ประทับใจพอสมควร ถ้าบวชแล้วจะมาขอพักอยู่ที่นี่สักอาทิตย์คงจะดี ก่อนหน้านี้อยู่ที่บ้านที่ทำงาน ไม่ค่อยมีเวลาภาวนาอยากจะมีเวลาภาวนามาก ๆ พอมาอยู่วัดเวลาเหลือเฟือเยอะมาก จนรู้สึกว่าเยอะเกินไปเพราะไม่ต้องทำอะไรเลย ภาวนาอย่างเดียวตั้งแต่ตื่นจนนอน เกิดความรู้สึกว่าเราจะอยู่ได้หรือ ถ้าภาวนาไปแล้วไม่ก้าวหน้าคงจะอยู่ลำบางและอึดอัดมากเลย ถ้าเราทำได้เหมือนกับสมัยหลวงปู่มั่นท่านเริ่มภาวนาแล้วเห็นความก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ คงจะมีความสุขกับสมณะเพศมากเพราะวันทั้งวันเป็นเวลาภาวนาหมด แต่ถ้าทำไม่ได้จะเกิดความเบื่อมาก เราอยู่บ้านก็ร้อน ๆ อยากออกไปหาความสงบ พอไปเจอความสงบก็สงบมากเสียจนใจหาย ใจของเราคงกำลังก้ำกึ่งอยู่จะอยู่ฝั่งไหนก็รู้สึกอึดอัด แต่ถ้าใจของเราเป็นพระจริง ๆ เข้าใจว่าอยู่ที่บ้านคงร้อน ไปอยู่กับความสงบคงเย็น ไร้คืนไร้วันกาลเวลามาบีบกายใจ ต้องฝึกจิตใจให้ได้ถึงขั้นนั้นให้ได้
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
No comments:
Post a Comment