เวลาที่ผมแนะนำให้ใครภาวนา มันเหมือนกับชวนคนเดินทางไปด้วยกัน บางคนแค่ชวนว่า ปะเดินไปทางนี้ด้วยกัน ก็เดินเลย บางคนต้องกระตุ้นบ่อย ๆ หน่อย บางคนทั้งดึง ทั้งดันก็ไม่ขยับเลย สำหรับคนสองประเภทหลัง สิ่งที่ผมทำส่วนใหญ่จะเป็นการกระตุ้นให้เขาเดินให้ได้ก่อน เพราะถ้าทำให้เขาเดินด้วยความมุ่งมั่นส่วนตัวไม่ได้ อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง การเดินทางสายนี้ค่อนข้างยากและสับสนเอาการ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าเราอยู่ตรงไหน ใกล้ถึงหรือยัง เมื่อไหร่จะถึง จุดหมายจะมีจริงหรือเปล่า กำลังหลงทางอยู่หรือเปล่า กำลังเดินเข้าหาเป้าหมายหรือว่าเดินผิดทางห่างออกไปเรื่อย ๆ ถึงแม้จะดูเหมือนว่ามีเพื่อนในการภาวนา แต่แท้จริงแล้วตัวใครตัวมัน เดินคนเดียวไม่มีใครมารู้มาเห็นด้วยได้ มีแต่ตัวเองล้วน ๆ ที่สัมผัสอยู่กับแต่ละสภาวะ ณ เวลานั้น ๆ นอกเสียจากว่าจะได้อาจารย์ที่ดี ๆ แนะนำในบางครั้ง แต่ท่านก็อยู่กับเราตลอดไปไม่ได้ จะเห็นว่าความยากลำบากนั้นมีมากพอสมควร เพราะฉะนั้นใครขาดความมุ่งมั่นส่วนตัว ขาดกำลังใจที่เต็มเปี่ยม แล้วยากครับ ยากมาก
ส่วนคนที่ ออกเดินทางแล้ว ผมจะค่อย ๆ ให้สิ่งอื่น ๆ อาจจะให้รองเท้ากันหนาม ให้ร่มกันแดด ให้เข็มทิศ ให้แผนที่ ให้สิ่งที่เป็นประโยชน์ตามกำลังที่พอจะมี หรือถ้าผมไม่มีผมก็จะพาไปหาผู้ที่มีให้ท่านแนะนำให้อีกที ปัญหาสำหรับผู้ที่ออกเดินทางแล้วนั้นจะแตกต่างไปอีกแบบ ดังตัวอย่างที่ผมจะให้ดูข้างล่างนี้ เป็นเมลล์ที่ ปุ้ยเขากำลังสงสัยอยู่ เหมือนกับที่ผมเคยเจอมาก่อน ผมจะขอตอบเป็นตัวหนังสือสีเขียว นะครับ
ขอบคุณค่ะพี่โอห์ม แต่ปุ้ยมีปัญหาในการฟังค่ะ
เนื่องจากปุ้ยทำงานใน line เครื่องใน line ไม่มี Sound card and Program suppord ค่ะ
แต่ถ้าพี่มีเป็น Mp3 ให้ฟัง ปุ้ยก็ว่าจะพิจารณาซื้อตัวเล่น Mp3 ขนาดเล็ก ๆ (ประมาณพันกว่าบาท / กว่านิด ๆ พอนะ)
เพราะคิดไว้นานแล้วว่าจะซื้อค่ะ (มันอยู่ในแผนชีวิตอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าเป็นเพราะพี่อยากให้ฟังแล้วหนูจะต้องเสียเงินหรอกค่ะ กลัวพี่จะคิดเสียใจ)
งั้นรอโบนัสก่อนนะคะ ... คิดว่าพอซื้อได้ แล้วจะขอเอามาโหลดจากเครื่องพี่โอห์มเลยละกันค่ะ (ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ)
ก็แล้วแต่นะแต่มีข้อเสนอแนะหน่อยว่าของที่ราคาพันกว่าบาทส่วนมากจะเป็นอุปกรณ์พวก Flash Memory ซึ่งความจุที่ได้ก็จะอยู่ในหลักร้อย MB เท่านั้นเอง ส่วนไฟล์ MP3 ที่เป็นธรรมะนั้นจะขนาดใหญ่มาก ส่วนใหญ่ประมาณ 40-50 MB ถ้าเครื่องของเรามีความจุน้อยใส่ไปแค่ 2-3 ไฟล์ก็เต็มแล้ว แต่ถ้าไม่มีตังค์ก็ไม่เป็นไร มา Copy บ่อย ๆ เอาก็ได้
ที่พี่ต้นให้หนูดูตาม line หนูงง เพราะเว็บนี้หนูเข้าไปดูจนหมดแล้ว จนหนู Save text file มาอ่านหมดแล้ว ไม่มีรูปท่านนี่คะ
(แต่พอพี่ส่งมาให้ไปดูใหม่ หนูก็ยังไม่ได้เข้าไปอีกหรอกค่ะ...เครื่องใน Line ไม่เหมือนเครื่องพี่ ๆ นะคะ ต้องเข้าใจ ถ้ามีรูปส่งให้หนูดูทางโน๊ตจะเป็นพระคุณค่ะ
พอหนูอ่านประวัติ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปราโมชโช ก็เลยเกิดสงสัยนิดหน่อยค่ะ บางทีการอยากรู้ประวัติท่านก็เป็นกิเลสที่น่าเบื่อเน๊อะ
แต่บางทีก็เถียงตัวเองว่า ประวัติท่าน (หลาย ๆ ท่าน) เป็นตัวสร้างศรัทธาอย่างถาวร โดยที่ลบล้างไม่ได้เลย เหมือนหลวงปู่ชา หลวงปู่ทองรัตน์ หลวงปู่มั่น หลวงปู่ดูลย์ 9ล9...
ถูกต้องครับการอยากทุก ๆ อย่างเป็นกิเลสหมด ไม่ว่าจะอยากอะไรก็ตาม แม้กระทั่งอยากพ้นทุกข์ อยากได้นิพพาน อยากรู้ประวัติครูบาอาจารย์ หลวงพ่อพุธ ท่านกล่าวไว้ว่า พวกอยากได้นิพพานนี่กิเลสร้อยเปอร์เซ็นต์ เชื่อไหมครับว่าความอยากพวกนี้ พออยากแล้วไม่ทำตาม ส่วนใหญ่จะไม่ทำตามเพราะความไม่อยาก คือไม่อยากให้ไอ้ตัวอยากมันทำงานได้สำเร็จ เป็นกิเลสอีกตัวที่ซ้อนขึ้นมา แล้วจะทำอย่างไร หันไปทางไหนก็เจอแต่กิเลส ทางนั้นก็ผิด ทางนี้ก็ผิด
วิธีการก็คือ พออยากแล้วให้รู้ให้ทันในขณะอยาก ณ วินาทีนั้นให้รู้ว่ามีความอยากขึ้นมา แค่นี้ก็เป็นการเห็นสภาวธรรมอีกตัวแล้วเป็นการปฏิบัติไปแล้ว แล้วถ้าสมควรอ่านก็อ่าน เพราะขณะอ่านไม่จำเป็นต้องมีกิเลส ในขณะที่อ่านจิตที่อยากมันจบลงไปแล้ว มันเหลือแต่จิตที่อ่านอยู่ก็อ่านไป แม้ขณะอ่านก็ดูความรู้สึกของเราไปได้เรื่อย ๆ มันไม่อยู่นิ่งหรอกครับ มันขึ้น ๆ ลง ๆ สร้างเป็นภาพขึ้นมาบ้าง ใส่ความเห็นลงไปบ้าง บางครั้งสายตาอ่านอยู่กับหนังสือ แต่ใจวิ่งแว็ปออกไปข้างนอกก็มี อันนี้ต้องสังเกตุเอา สติต้องไวพอควร
สำหรับผมเวลาปกติก็จะเจริญสติตามรู้กายใจไปเรื่อย ๆ แม้นั่งพิมพ์อยู่ขณะนี้ ก็รู้สึกตัวเป็นระยะ ๆ รู้สึกตัวแต่ละครั้งโลกมันเบาขึ้นไปเยอะครับ (แล้วคนอ่านรู้สึกตัวบ้างหรือเปล่า) พอผมจะอ่านหนังสือ บางครั้งผมถือเป็นช่วงพักของจิต เป็นการทำสมถะอีกรูแบบหนึ่ง อย่าเข้าใจว่าการทำสมถะนั้น จะต้องไปนั่งหลับตาอะไรเทือกนั้นอย่างเดียว สมถะแบบเบา ๆ สบาย ๆ อาจเกิดจากการอ่านหนังสือที่เราชอบ ในขณะที่อ่านจิตไปอยู่กับสิ่งที่อ่านเพียงอย่างเดียวไม่วิ่งหน้าวิ่งหลัง มันได้อ่านสิ่งที่มันชอบ มันก็จะมีความสุข แล้วมันก็จะมีความตั้งมั่นอยู่ในสิ่งที่เราอ่าน นี่ก็เป็นลักษณะอาการของสมถะนั่นเองครับ ยิ่งถ้าเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือธรรมะ เหมือนผม นอกจากได้ทำในสิ่งที่จิตมันชอบแล้วมีความสุขแล้ว ยังได้ความรู้ดี ๆ เพิ่มเติมอีกด้วย
อาจารย์สายวัดป่าบางท่านในช่วงที่ท่านสอนลูกศิษย์ ช่วงไหนที่จะปฏิบัติอย่างจริงจัง ท่านจะไม่ให้ทำอะไรที่มันใช้ความคิดมากมาก ๆ อย่างเช่นการอ่าน การเขียนบันทึก แม้กระทั่งสิ่งที่เคยรู้มาก่อนเคยศึกษามาก่อนท่านก็บอกให้เก็บใส่ตู้ไว้ก่อน ในช่วงปฏิบัติไม่ต้องใช้ เพราะของพวกนี้มันอยู่ในขั้นของ สัญญา คือความจำ หรือ ความคิดทั้งหมด ในตอนปฺฏิบัติต้องลงไปเห็นสภาวะต่าง ๆ ตามความเป็นจริง แต่ละขณะ แต่ละขณะ พวกความจำและความคิดต่าง ๆ ส่วนใหญ่มันเป็นอดีตหรือไม่ก็อนาคตทั้งนั้น มีแต่จะมาดึงจิตออกจากปัจจุบันทั้งนั้น ตัวปัจจุบันจริง ๆ ต้องเป็นสภาวะที่เราลงไปประจักษ์ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ซึ่งแคบมาก
อีกประการที่ผมจะเตือนไว้อีกหน่อย คือเรื่องของความศรัทธา ตัวศรัทธามีมาก ๆ มันจะกลายเป็นงมงายได้ง่ายมาก ต้องระวังไว้หน่อย พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราปักใจเชื่ออะไร ง่าย ๆ ทีเดียว ท่านบอกว่าต้องให้ประจักษ์ด้วยตัวเองเสียก่อนจึง จะยึดถือ หรือจะละทิ้ง อย่าไปเชื่อเพราะอ่านมา ฟังมา คิดเอา เดาเอา อาจารย์สอนมา เพื่อนบอกมา ข่าวว่ามา ฯลฯ
มาคุยเรื่องปฏิบัติกันก่อนหน่อยละกัน
หนูก็ไม่อยากทำให้ความตั้งใจของพี่โอห์มกับพี่บุญเลิศผิดหวังหรอกนะคะ (อาจไม่หวังแต่เป็นการเมตตาเพื่อนมนุษย์)
ไม่หวังอะไรมากหรอกครับ ก็ทำเท่าที่ทำได้ มีคนภาวนาด้วยกันเยอะ ๆ ก็ดีครับเป็นเพื่อนร่วมทาง เพราะทางนี้คนเดินน้อย บางครั้งเดินคนเดียวก็วังเวงชอบกล แต่การคลุกคลีมากก็จะเป็นเหตุให้ฟุ้งซ่านได้ง่าย เอาเป็นว่าเอาให้พองามก็แล้วกัน
หนูพยายามฝึกตามรู้คร่าว ๆ ว่า
กาย
- ทำอะไร พิมพ์ มืออยู่ยังไง ตา ขา แขน ประมาณว่ารู้ทั่วตัว (เป็นศัพท์ที่ได้จากเว็บสันตินันท์ค่ะ)
รู้ทั่วตัวเหมือนไม่ได้เพ่งที่ส่วนใด แต่เห็นกาย (รวม ๆ คร่าว ๆ ถึงกิริยา) โดยไม่ได้สนใจลมหายใจแล้วค่ะ
แต่บางครั้งก็ดูลมหายใจที่ผ่านรูจมูกเข้า-ออก แต่ไม่ตามค่ะ เพราะตามแล้วอึดอัด บางทีก็หายใจสดุด เหมือนที่พี่โอห์มบอกว่าเราเพ่งเกินไป ไม่ใช่ตามรู้ แต่บังคับรู้เกินไป
เหมือนผมตอนใหม่ ๆ เลยครับ คือ พยายามจะรู้ตัวให้ทั่วพร้อม แต่มัน Over เกินไปมันก็เลยทะลุไปฝั่งเพ่งจ้องไว้ พอจิตจะวิ่งออกไปทำอย่างอื่นก็ดึงเข้ามาหาลมหายใจ หรือไม่ก็มาหาอะไรซักอย่าง เกิดอาการแน่นหน้าอกขึ้นมา แก้อยู่ตั้งนานกว่าจะหาย ตอนนั้นทำอยู่คนเดียวด้วย ถามใครก็ไม่ได้ เกือบแย่เหมือนกัน ตอนนั้นผมแก้อย่างนี้นะครับ พอขณะกำลังหลง ๆ อยู่แล้วรู้สึกตัวขึ้นมา ผมจะไม่ให้มันเพ่งคือ จะพยายามให้มันหลงครั้งใหม่อย่างเร็วที่สุด ไม่ดึงมันไว้ให้มันหลงให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะได้รู้ตัวใหม่อีกรอบไว ๆ ก็พบว่าดีขึ้น แต่ภายหลังพอทำไปนาน ๆ จึงรู้ว่าไอ้ตัวที่พยายามจะให้หลง ไอ้นี่ก็เป็นกิเลสอีกตัวหนึ่ง ซึ่งจริง ๆ มันเผลอหลงไปแล้วหละ คือหลงไปบังคับให้มันหลง เป็นหลงซ้อนหลง อาจจะฟังดูงง ๆ หน่อยนะ แต่มันก็เป็นอย่างนี้แหละ ช่วงหลัง ๆ เป็นลักษณะปล่อยเลยตามเลย คือ มันอยากหลงก็หลง อยากเพ่งก็เพ่ง ก็ปล่อยมัน ค่อย ๆ รู้ไปเรื่อย ๆ แค่ไหนเอาแค่นั้น ถ้ามันอยากเพ่งก็ดูมันเพ่ง ดูไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวมันก็หยุดเอง มันกระจอกจะตายไม่มีปัญญาเพ่งอยู่ได้เป็นชั่วโมงชั่วโมงหรอกครับ แป็บเดียก็หนีไปอีกแล้ว
จะดูลมหายใจ ดูกาย ดูอะไรก็ได้ครับแต่เป้าหมายของเรา คือ จิต พวกอื่น ๆ เหมือนเป็นเหยื่อล่อ ให้เห็นสภาวะของจิตได้บ่อย ๆ นั่นเป็นใช้ได้แล้วครับ เห็นจิตมันดิ้นไปดิ้นมา แกว่งไปแกว่งมาก็ใช้ได้แล้วครับ
ใจ
- ไม่สามารถแยกได้เท่าไหร่ค่ะ ว่าคิดเรื่องใดอยู่ จบตอนไหน เรื่องใหม่มาตอนไหน (ไม่สามารถรู้การเกิดขึ้น ตั้นอยู่ และดับไปขอเรื่องที่คิดได้ค่ะ)
ไม่ต้องแยกครับการไปนั่งแยกเป็นการหลงไปทำงาน ในส่วนของสมมุติบัญญัติ เอาแค่รู้ว่ามีการคิดเกิดขึ้นก็พอ คือถ้ารู้ว่าคิดแต่ไม่รู้ว่าคิดอะไรนี่สุดยอดครับแสดงว่าสัญญาตัวเดิมที่พึ่งดับไปทำงานไม่ทัน เพราะถ้าเราดันไปรู้ว่ามันคิดเรื่องอะไรเป็นการหลงไปในโลกสมมุติบัญญัติเรียบร้อยแล้วครับ เป็นการไปเอาสัญญาตัวที่พึ่งดับไปมาเป็นอารมณ์ตัวใหม่ซึ่งเป็นการหลงอีกชั้น
- แต่สังเกตแค่ว่า รู้สึกยังไงอยู่ เฉย เบื่อ ดีใจ ตื่นเต้น เสียใจ โกรธ สงสัย แค่นี้ รู้ว่าเอ้อนี่ตื่นเต้นนี่หว่า ... ใจเต้นเร็วว่ะ ลองหายใจเข้าซิ เออ ดีขึ้น เออมีสตินะ หาย เอ้า หาย....
- อ่านหนังสือไปได้มากแล้วค่ะ ส่วนใหญ่ เนื้อหาคล้าย ๆ กับที่เราเคยอ่านมา แต่การปฏิบัติซิ...ยังไม่ค่อยได้อะไรเลยค่ะ
ดีครับค่อย ๆ ทำไปดีแล้วครับ
มีความสงสัยในตัวเองคือ
- พี่โอห์มบอกว่าไม่ต้องไปบังคับ ไม่ต้องไปหยุดคิด (ในหนังสือบอกว่าไม่ต้องเข้าไปปรุงแต่ง)
เหมือนหนูบอกว่าคิดถึงลูก ทำอะไรอยู่น้า แล้วก็มีอีกความคิดหนึ่งบอกว่า คิดทำไม คิดไปก็ไม่มีประโยชน์ ฟุ้งเปล่า ๆ (2 ตัว 2 ความคิดมันเถียงกัน)
พี่โอห์มก็บอกว่า ยังไม่ถูก ... ให้ตามรู้เฉย ๆ แล้วสังเกตุว่ามันหยุดตอนไหน แค่นั้น
หนูก็กลับมาทำ พอมันจะคิด เออ ไม่ใช่มีแค่ 2 มีอีกตัวด้วยคราวนี้หนักกว่าเก่ามีตัวที่ 3 ด้วย... มันบอกว่า ก็พี่เค้าบอกว่าไม่ต้องไปหยุดมันไง ทำไมดื้อจังวะ ไม่ทำตามเค้าจะรู้ได้ยังไง
ไอ้ตัวแรกมันก็หยุดเอง หยุดเองกลางทาง โดยที่ยังไม่ได้ไปบอกว่าหยุดเลยค่ะ มันเบื่อเอง หนูว่าเหมือนมันจะรู้ว่า อีกตัวในตัวเรา หรืออีกหลายตัวจะวุ่นวายจะเถียงกัน ตัวแรกมันคงไม่อยากสับสัน
มันไม่อยากถูกด่าเอาว่าโง่ ฟุ้ง ปรุงแต่ง ซึ่งก็เป็นคำพูดที่เจ็บพอสมควร มันก็เลยหยุดเอง แล้วหนูก็กลับมาที่กายใหม่ เดิน หายใจเข้า หยิบ จับ .....ไปเรื่อย ๆ ค่ะ แต่จะพยายามรู้ทั้งตัว
มันเป็นแบบนี้แหละครับ บางครั้งมันก็เถียงกันสองตัวสามตัว บางครั้งมันก็ด่าตัวเอง บางครั้งมันก็ไปเอาธรรมะของครูบาอาจารย์มาสอนตัวเอง วิธีการของผมคือไม่ห้าม ถ้ามันเกิดการเถียงกันขึ้นมา ผมจะรู้เฉย ๆ รู้ว่ามันกำลังเถียงกันแล้วก็ดูอย่างเดียวไม่เข้าไปแทรกแทรง แป็บเดียวครับ หายหัวไปไหนก็ไม่รู้
ซึ่งจริง ๆ แล้วมันไม่ได้มีสองตัวสามตัวหรอกครับ มันตัวเดียวนี่แหละ แต่มันสลับกันเกิดดับเล่นละครคนละตัวกัน ด้วยตัณหาคนละตัวกัน แต่มันเร็วมาก เร็วจนเราคิดว่ามันมีหลายตัว ที่ยกตัวอย่างมาผมนับดูได้ 4 - 5 ตัวนะครับลองดูดี ๆ ตัวหนึ่งเกิดแล้วก็ดับ แล้วก็มีอีกตัวเกิดต่อมา ต่อกันไปเรื่อย ๆ เหมือนลูกโซ่
เชื่อหรือเปล่าครับบางครั้งมันไม่ได้ด่าแค่ตัวเองนะครับเผลอ ๆ นึกปรามาส พระพุทธเจ้า พระสงฆ์ก็มี (อย่าให้ผมเล่าเลยครับว่ามันนึกว่าอย่างไร เดี๋ยวมันจะไปติดในสัญญาของท่านแล้วจะลำบากเหมือนผม) แล้วแต่มันจะเป็นครับ ช่วงแรก ๆ ผมเจอแบบนี้แทบช๊อกครับ มันชักจะลามปามไปใหญ่แล้ว และที่สำคัญยิ่งห้ามยิ่งเหมือนยิ่งยุ ยิ่งกลัวมันคิด มันยิ่งคิดถึงบ่อย เหมือนคนอกหักนะครับ ยิ่งไม่อยากคิดยิ่งหนักกว่าเดิมอีก เพราะว่าความไม่อยากก็เป็นเชื้อไฟให้มันอีกตัว ผมเคยถามท่านอาจารย์ปราโมทย์ ท่านก็บอกว่า ธรรมดา จิตมันก็เป็นอย่างนี้แหละ บางทีมันก็นึกด่าครูบาอาจารย์ที่สอนเราขึ้นมาเฉยเลย มันแสดงอนัตตาให้ดูว่าเราควบคุมมันไม่ได้ มันไม่ใช่เรา แล้วท่านก็แนะนำว่าถ้ากังวลใจก็ให้ ไหว้พระขอขมา เพื่อให้สบายใจ ช่วงหลัง ๆ ผมก็ปล่อย แล้วแต่มันครับ มันอยากทำอะไรก็เรื่องของมัน เดี๋ยวมันก็ไปรับกรรมของมันเองแหละ พอปล่อยนะเหมือนกับว่ามันค่อย ๆ หายไปเอง แต่ยังไม่หมดนะครับ ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่แต่น้อยมาก แล้วผมก็ไม่สนใจมันดัวย จะทำอะไรก็แล้วแต่มัน
ขอคั่น
ทั้งหมดอาจเรียบเรียงไม่เป็นเรื่องเท่าไหร่นะคะ (สับสนใจตัวเองมิใช่น้อย)
ไม่เป็นไรครับใคร ๆ ก็สับสนครับ เป็นกันทุกคน เดี๋ยวดีเอง
แต่มันก็ได้แค่ ครั้งละ ไม่ถึง 1 นาทีที่กำลังรู้สึก (รู้สึกตัวทั่วพร้อม ตามคำในเว็บสันตินันท์) แต่ก็ลืมตัวหรือเผลอ ตามหนังสือ รู้ ตื่น เบิกบาน
เผลอบ่อยค่ะ บ่อยมาก ๆ นับจากวันที่คุยกับพี่ ตามได้ 5 ครั้ง ครั้งละไม่ถึง 1 นาที แล้วก็หาย ต่อมาก็เพิ่มจำนวนครั้งได้ แต่เพิ่มเวลาไม่ค่อยได้เลยค่ะ
เวลาไม่ต้องเพิ่มครับให้ลด เอาให้เหลือวินาทีเดียวยิ่งดี แต่จำนวนครั้งนี้เอาบ่อย ๆ ถี่ ๆ
ท้อ
แน่นอน ไม่รู้ว่าการเดินทางของเรา เราอยู่ที่ไหน ทางไกลแค่ไหน ไปถูกทางไหม จะไปได้ไหม...บางทีก็ร้องเพลง
ผมก็ไม่รู้ครับแต่พอเห็นลาง ๆ ได้ว่าไม่น่าจะผิดทาง
ซึ่งนานมากแล้วที่ไม่เคยร้องเพลงแบบออกเสียงดัง เล่นลูกคอด้วยความสบายใจ ไม่รู้แหล่ะ หลงไปเลยเอาเลย แต่ก็ได้แค่ท่อนเดียวค่ะ สติแตกไปเลยก็ดี
พอกลับมารู้ตัวอีก ก็ไม่ค่อยรู้เท่าไหร่คิดแต่เพลง (ใน line เปิดเพลงค่ะ ก็เลยปล่อยไปเลยในเวลาเบื่อ ๆ และ
ท้อ)
ให้กำลังใจตัวเอง
มีพี่ ๆ อยู่ อย่างน้อย ๆ พี่เค้าคงไม่ปล่อยให้เราหลงทางหรอกว้า...อย่างน้อย ๆ พี่เค้าก็คงจะพอแนะให้เราพอหากินเองได้ ชี้ทางได้ แล้วเราก็ไปเอง...เอาล่ะวะ เป็นไงเป็นกัน
จะเป็นลูกศิษย์พระตถาคตต้องใจเด็ดครับ ถึงผมจะไม่ได้เก่งอะไรมาก แต่ก็พอหาครูบาอาจารย์ให้ได้ครับ
มีทางแล้ว มีแสงสว่างแล้ว เอาล่ะวะ แสงหายไปแล้ว เอาล่ะวะ คลำเอาก็ได้ (เออ ดูซิว่าความฟุ้งของปุ้ยมันคุยกันได้มากขนาดไหน ฮ่า ๆ "อวดความโง่ให้ผู้รู้ฟังนี่ก็ดีนะ ... สบายใจดี"
เป็นเหมือนกันครับ ประโยคนี้ผมอ่านแล้วก็ยิ้มอารมณ์ดี ทำให้จิตผมเปลี่ยนอารมณ์จากการพยายามตั้งใจมาเป็นผ่อนคลายได้เหมือนกันนะ นี่ถือเป็นบุญอย่างหนึ่ง ทำให้คนอารมณ์ดี
งั้นสรุป (คิดว่าจะไม่มีสรุปซะแล้ว ตัวเองยังสรุปไม่ค่อยได้เลย)
หลังโบนัสหนูจะขึ้นไปขอไฟล์ละกันนะคะ เอาไว้ฟังคนเดียวอย่างต่อเนื่องและมีสมาธิคนเดียวกับหูฟัง (พี่ต้นชอบฟัง เหมือนมีตัวต้นแบบให้ดูเลย ฮ่า ๆ )
ขออนุโมทนาในความเมตตาของพี่ ๆ ค่ะ อาจไม่เป็นศิษย์ที่ดี ดื้อและหัวแข็ง ไม่เป็นไรค่ะพี่อย่าตั้งความหวังว่าหนูจะตื่นอย่างพี่ละกัน (หนูก็ยังไม่กล้าหวังเล้ย)
ขอบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง จากใจจริง
สาธุ
โอปอร์
ขอให้เจริญในธรรมครับ
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
No comments:
Post a Comment