Tuesday, June 28, 2005

พุทโธ บริกรรม

พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า

ธรรม ๒ อย่างที่ควรให้เจริญเป็นไฉน คือ สมถะ ๑ วิปัสนา ๑ ธรรม ๒ อย่างเหล่านี้ควรให้เจริญ ฯ

ช่วงนี้เริ่มกลับมานั่งสมาธิหรือที่เรียกว่าการพยายามทำสมถะนั่นเอง ไม่อยากเรียกว่าตัวเองทำสมถะ เพราะหลวงพ่อพุธท่านเคยกล่าวไว้ว่า สมถะเริ่มต้นเมื่อหมดความคิด วิปัสนาเริ่มต้นเมื่อหมดความตั้งใจ

หลังจากลาสิกขามาก็ไม่ได้นั่งสมาธิมาหลายเดือน มีแต่ตามดูจิตอย่างเดียว มีความรู้สึกว่ามันขาด ๆ ไม่ค่อยสมบูรณ์ ก็เลยกลับมานั่งสมาธิเหมือนเดิม ก่อนเข้านอนจะไหว้พระสวดมนต์ เสร็จแล้วก็จะนั่งสมาธิ แต่ไม่กำหนดเวลาว่าจะนั่งนานเท่าไหร่แล้วแต่สภาพร่างกาย หรือสภาพจิตใจของวันนั้น ๆ บางวันเพลียมาก นั่งได้ไม่กี่นาทีก็ง่วงแล้ว แต่ถ้าวันไหนร่างกายพร้อม จิตใจพร้อมก็จะนั่งได้นานหน่อย แต่ยังไม่ได้ขนาด ๑ - ๒ ชั่วโมงเหมือนเมื่อก่อน

เริ่มต้นนั่งด้วยการนั่งขัดสมาธิแล้วใช้ความรู้สึกสัมผัสลงไปที่ร่างกายทุก ๆ ส่วนว่ามันมีตรงไหนเกร็งอยู่หรือเปล่า ถ้ามีตรงไหนเกร็งอยู่ก็จะปรับหรือขยับให้สบายเสียก่อน พอสำรวจจนทั่วร่างกายแล้วไม่มีตรงไหนเกร็ง เห็นแต่ความสบายทั่วทั้งร่างกายแล้วก็จะเริ่มการบริกรรม

หายใจเข้า มีสติ บริกรรมคำว่าพุท
หายใจออก มีสติ บริกรรมคำว่าโธ

ไม่เอาอะไรมากเอาแค่นี้ นั่งไปแป็บนึงจิตมันวิ่งออกไปข้างนอกพอรู้สึกตัวก็กลับมาบริกรรมต่อ ไม่ใคร่ครวญกับอดีตเสียใจที่มันหนีไป แล้วก็ไม่สนใจอนาคตว่ามันจะวิ่งหนีไปอีกหรือเปล่า เอาแค่ปัจจุบันตรงหน้า จิตมันก็จะวิ่งสลับไปสลับมา พอนั่งไปได้ประมาณ ๑๕-๒๐ นาที ร่างกายเริ่มสงบเพราะไม่ได้ใช้พลังงาน ลมหายใจจะเริ่มแผ่วเบาลงเองอัตโนมัติเพราะร่างกายต้องการอ็อกซิเจนน้อยลง พอจิตใจเริ่มอยู่กับคำบริกรรมมากขึ้น คิดฟุ้งซ่านน้อยลง สมองก็จะใช้พลังงานน้อยลง ก็จะยิ่งทำให้ลมหายในแผ่วเบาลงไปอีกมาก จนบางครั้งแทบไม่เห็นลมหายใจ จะเกิดความสงสัยขึ้นมาว่ายังมีลมหายใจอยู่หรือเปล่า จิตก็จะเริ่มฟุ้งอีกรอบ ไม่นาน ลมหายใจก็จะเริ่มกลับมาเห็นชัดเจนอีกรอบ ลมหายใจจะมาให้เห็นช่วงหนึ่งแล้วก็หายช่วงหนึ่งเป็นรอบ ๆ พอนั่งไปนาน ๆ บางวันก็จะมีอาการปวดขา แต่บางวันก็ไม่ปวด บางวันก็อึดอัด บางวันก็นั่งเพลิน ๆ ไม่มีอะไรแน่นอน แต่สิ่งที่สำคัญก็คือจะต้องมีสติ หรือการรู้สึกตัวอยู่เสมอนั่นเอง ตรงนี้เป็นส่วนที่สำคัญมาก ตอนที่หัดนั่งสมาธิใหม่ ๆ ไม่รู้จักคำว่ารู้สึกตัว นั่งสมาธิก็จะเผลอถลำไปในอารมณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาขณะนั่งสมาธิ เช่นเสียใจที่จิตมันวิ่งไปข้างนอก หรือพยายามบังคับให้มันอยู่แค่ตรงหน้า แต่ตอนนี้จะมีความรู้สึกตัวแทรกอยู่เสมอ รู้สึกเหมือนการนั่งดูคลื่นอารมณ์ คลื่นความคิด คลื่นความสุขทุกข์ ที่เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป เห็นมันวิ่งผ่านมาแล้วก็ผ่านไป นั่งแบบนี้จะนั่งได้นาน ดีกว่าแต่ก่อนสมัยเมื่อตอนที่หัดใหม่ ๆ เยอะ

คำว่าพุทโธเป็นคำบริกรรมที่ดีมาก เป็นคำที่ทำให้เราระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ถึงแม้บริกรรมแล้วจิตไม่สงบ ก็ได้บุญไปในตัวอยู่แล้ว และยิ่งเวลาอยู่ในวัดป่าที่มีสภาพแวดล้อมน่ากลัว หรืออยู่ในป่าช้าคนเดียว ตอนกลางคืน ดึก ๆ จะเห็นได้ชัดเจนว่า พุทโธ นั้นเป็นคำบริกรรมที่ทำให้เราอุ่นใจมาก เมื่อเทียบกับคำบริกรรมอื่น ๆ เช่น ยุบหนอ พองหนอ ธัมโม สังโฆ หรือแม้กระทั่งการทำอานาปานสติ หรือ กายคตาสติ ถ้าใครได้เจอกับตัวเองจะเข้าใจสภาพได้ดี ยิ่งวันไหนที่ชาวบ้านเขาเอาศพมาเผา ซึ่งปกติแถวบ้านนอกเขาจะเผากองฟอน แล้วถ้าเรานั่งภาวนา หรือ เดินจงกรมอยู่แถวนั้นก็จะเห็นกองไฟลุกไหม้อยู่ค่อนคืน ในสภาวะนั้นสำหรับนักภาวนาใหม่ ๆ หรือคนที่กลัวผีแล้ว มีคำบริกรรมเดียวเท่านั้นที่เอาอยู่ ก็คือ พุทโธ นั่นเอง

สำหรับผมถือว่า พุทโธ เป็นสุดยอดของคำบริกรรมเลยทีเดียว

No comments: