กราบอาจารย์ครั้งที่ ๔ ที่สูงเนิน
อาจารย์ปราโมทย์จะเดินทางไปกราบพระอุปัชฌาย์ที่จังหวัดสุรินทร์ และท่านได้แวะที่ อ.สูงเนิน เพราะพี่อาร์ต ซึ่งเป็นโยมอุปัฎฐากท่านมีเพื่อนสนิทอยู่ที่สูงเนิน ก็จะถือโอกาสแวะมาเจอเพื่อนด้วย
พี่บุญเลิศทราบข่าวจากคุณกิตติ ก็เลยชวนกันไป ไปถึงเที่ยงนิดหน่อย รออาจารย์ไม่ถึงสิบนาที อาจารย์ก็เดินทางมาถึง ก็ได้กราบท่านและท่านก็สอนเหมือนปกติที่ท่านสอนอยู่เป็นประจำ แล้วท่านก็ถามเราว่าเป็นไงบ้างภาวนา เราก็ตอบท่านว่า ก็ดีครับ แต่ว่ามันจะขี้เกียจไปหน่อย มันกลายเป็นคนเอื่อย ๆ เฉื่อย ๆ ไปแล้ว แต่ก่อนเวลาจะทำกิจการงานทุก ๆ อย่าง มันมีความอยากดึงเราให้ทำ แล้วความกลัวก็จะผลักเราให้ทำเหมือนกัน เป็นสิ่งที่ ดึง กับดันเรา ให้ทำ ให้ก้าวไปข้างหน้า แต่ตอนนี้เหมือนกับไอ้สองตัวนี้มันหมดฤทธิ์ แต่ตัวขี้เกียจกับตัวเฉื่อย ๆ มันทำงานแทน โดยทางใจแล้วถือว่าดีขึ้น (ไม่รู้ดีจริงหรือเปล่า) แต่ทางโลกแย่ลง อาจารย์ท่านก็เลยเล่าให้ฟังว่า สมัยที่ท่านยังไม่บวชท่านทำงานขยันมาก หน้าที่การงานก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แป็บเดียวก็เลื่อนขั้น แป็บเดียวก็เลื่อนขั้น ท่านบอกว่าเราต้องทำงานให้เต็มที่ นอกจากเวลางานค่อยมาดูจิตใจของเรา เข้าใจว่าท่านคงยกตัวอย่างเพื่อเป็นแนวทางให้เราเลิกขี้เกียจ
พี่บุญเลิศสงสัยว่าตัวเองตื่นหรือยัง อาจารย์บอกว่ายัง แล้วก็หันมาทางเรา แล้วก็พูดว่าเราก็เหมือนกัน ยังไม่ตื่นหรอก แล้วท่านก็กล่าวต่อไปว่าถ้าจิตมันตื่นนะ มันจะสว่างโพลงอยู่ทั้งวัน แล้วความทุกข์มันไม่มีหรอก ความทุกข์มันเกิดขึ้นไม่ได้ เราก็เลยถามว่า มันเป็นไปได้หรือครับอาจารย์ ท่านก็ตอบว่า เป็นไปได้สิ ง่าย ๆ นะ ไม่ยาก (แต่อาจารย์เคยบอกว่าหาคนที่ตื่นในโลกนี้ยากมาก) เราก็คิดว่าคงไม่ยากหรอกถ้าตื่นเป็น แต่ประเด็นสำคัญมันตื่นไม่เป็นนี่สิ
ตอนที่เรานั่งอยู่กับท่านเวลาเผลอแว็บนิดนึง ท่านก็จะทักทันทีว่าเผลอไปแล้วรู้มั๊ย แต่เชื่อไหมว่าที่แว็บนี่แว็บเล็กมาก แบบเล็กจนเกือบมองไม่เห็น ขนาดท่านทักให้ดูแล้วเราก็เหมือนเห็นแต่หางมันแว็บ ๆ แทบไม่เห็นเลยด้วยซ้ำ และก็ไม่ได้เห็นเต็มตัวจะ ๆ ถ้าเป็นเหมือนรถวิ่งผ่านก็เห็นแต่ฝุ่น แต่ไม่เห็นตัวรถ (สำหรับเราอาจจะเล็กแต่สำหรับท่านอาจจะใหญ่มาก) เวลาเจอกับท่านเวลาเผลอแบบนี้ท่านจะทัก ซึ่งไอ้ตัวเผลอแบบนี้ปกติเรามองไม่เห็น ถ้าเปรียบเทียบ ตัวเผลอเป็นขนาดของสัตว์ เราก็จะเห็นตัวใหญ่ ๆ อย่างเช่น ช้าง วัว เสือ หรือไม่ก็แมว แล้วแต่สติช่วงนั้นเราไวแค่ไหน แต่เวลาเจออาจารย์เราจะไม่ค่อยหลงพวกนี้เพราะจะคอยระวังสติอยู่เสมอไม่ให้เผลอ ประมาณว่าตั้งใจเต็มที่ แต่ก็จะโดนท่านทักอยู่ดีประเภทที่ท่านทักก็ประมาณ หนู แมลงสาบ หรือมด อะไรพวกนี้ โดยปกติเราจะไม่เห็นความหลงพวกนี้เลย ในขณะที่เราคิดว่าเรามีสติ (บ้าง) แต่จริง ๆ แล้วเราเผลอแบบนี้ประจำ ตลอดเวลา ทั้งวัน วันนึงคงหลายพันหลายหมื่นครั้ง ทางสายนี้คงอีกยาวนาน
เราถามท่านว่าการปฏิบัติระหว่างคนบวชกับไม่บวชมีผลหรือเปล่า ท่านตอบว่าในระดับเริ่มต้นนั้นไม่มีผล เช่น ระดับโสดาบัน หรือ สกิทาคามี เผลอ ๆ อาจจะดีกว่าด้วยซ้ำเพราะจะโดนอารมณ์ทางโลกกระแทกบ่อย ๆ ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของจิตของอารมณ์ได้บ่อยและมากกว่าคนที่บวช เพราะตอนบวชจะไม่ค่อยได้เจอกับอะไร อยู่เรื่อย ๆ สงบ ๆ ไปเผลอ ๆ จิตไปติดสบายอีกต่างหาก เผลอ ๆ จะก้าวหน้าช้ากว่าด้วยซ้ำ
ได้คุยกับท่านประมาณ ๒๐ นาที ก็กราบลาท่านเพราะเราต้องออกไปกินข้าว แล้วก็กลับไปทำงาน ส่วนท่านก็เดินทางต่อไปที่ จ. สุรินทร์ ก่อนกลับตอนกราบลาท่าน ท่านก็พูดว่า ถ้าอยากรู้ใจคนอื่นไม่ยากนะ ให้รู้ใจตัวเองก่อน พอรู้ใจตัวเองหมดแล้ว จะรู้ใจคนอื่นนี่ง่ายนิดเดียว
วันนี้ถือเป็นวันดีอีกวันหนึ่ง
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
No comments:
Post a Comment