Friday, June 15, 2007

ธรรมะฝ่ายกุศลนั้นสำคัญหมด

พอเราเริ่มภาวนาเป็น เริ่มรู้จักสัมมาสติว่ามันเป็นยังไง เราก็จะทึกทักไปเองว่า สัมมาสตินั้นสำคัญที่สุด ส่วนอื่น ๆ ไม่สำคัญ นี่เป็นความไม่รอบคอบในการฟังธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นการศึกษาอย่างขาดปัญญาในการพิจารณา จึงทึกทักเอาเอง ซึ่งแน่นอนมันไม่ถูกต้องอยู่แล้ว

วันหนึ่งเมื่อเรา่ทำไป ๆ เราจะเริ่มรู้ว่าองค์ธรรมฝ่ายกุศลนั้นสำคัญหมด เพราะต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตนช่วยกันพยุงจิตใจ ให้เดินอยู่ในเส้นทางของอริยมรรค ไม่ว่าจะเป็น ศรัทธา ขันติ วิริยะ สมาธิ สัจจะ หรือจะแบ่งเป็นหมวด ๆ เช่น ศีล ๕ หิริโอตัปปะ พรหมวิหาร ๔ พละธรรม ๕ โพชฌงค์ ๗ ไล่ไปจนถึง มรรค ๘

ธรรมเหล่านี้สำคัญ นักปฏิบัติเช่นผม ไม่ควรนิ่งนอนใจคิดแต่ว่า สัมมาสติ นั้นสำคัญที่สุด แล้วก็ทิ้งอย่างอื่นเกือบหมด บางอย่างถึงไม่ทิ้งแต่ก็ไม่ให้ความสำคัญมาก การทำแบบนี้ไม่ถูก ไม่ถูกเอามาก ๆ เสียด้วย

อีกมุมในทางตรงกันข้าม ธรรมที่เป็นฝ่ายอกุศลนั้นก็ประมาทไม่ได้เหมือนกัน แม้จะเป็นตัวเล็กตัวน้อย อย่าคิดว่านิด ๆ หน่อย ๆ น่า ไม่เป็นไรหรอกมั้ง อย่าลืมว่า ขี้มันก็คือขี้ ไม่ว่าจะก้อนเล็กก้อนใหญ่มันก็เหม็นและสกปรกเหมือนกันหมด

Friday, May 18, 2007

ตกลงความรักและชีวิตคู่มันดีตรงไหนบ้าง

ความรักและชีวิตคู่นั้น
  • ก่อนรักก็กังวลร้อนรุมสุมทรวงดังบ่วงผูกพัน ว่าจะสมหวังหรือไม่
  • ระหว่างอยู่ด้วยกันก็มีข้อขัดแย้งเล็ก ๆ น้อย ๆ บางครั้งก็ใหญ่โตเป็นเรื่องเป็นราวได้เพราะไม่มีใครตามใจใครได้ 100 %
  • พอเริ่มมีลูกก็ยิ่งมากกว่าห่วงค้องคอ ยึดมันเหนียวแน่น ยากที่สลัดความผูกพันนี้ให้ออกจากอารมณ์ได้
  • ถ้าระหว่างนั้นมีอะไรที่น่าสงสัยหรือระแวงก็สร้างความทุกข์ให้เนือง ๆ แบบโรคเรื้อรัง
  • ยิ่งถ้ามีปัญหาชู้สาวเข้ามาเกี่ยวข้อง อันนี้เหมือนโดนยิงโดนฟัน ทั้งเจ็บปวดทรมาน หนักหนาสาหัสสากัณฑ์จนสามารถทำให้เกิดการฆ่าฟันกัน หรือไม่ก็กินเหล้าเมามายเสียสติเสียคนไปเลย
  • ถ้าต้องเลิกอันนี้ทั้งเสียดายทั้งเจ็บช้ำ หลากหลายอารมณ์เข้ามากลุ้มรุมจิตใจ
  • ถ้าไม่เลิกแต่ต้องตายจากกันอันนี้ก็ทรมานใช่ย่อย ไม่ว่าจะตายตอนอายุเท่าไหร่

ความดีของความรักนั้นมีอยู่แต่ไม่ขอเขียนไว้เพราะเป็นฝันอันเรื่องรองที่ใคร ๆ ก็นึกกันออก แต่กลับไม่ค่อยเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นก็ได้แค่ชั่วประเดี๋ยวประด๋าวแล้วก็จากเราไป

จิตใจที่ไม่มีความรักนั้นเบาสบายมากเมื่อเทียบกับตอนที่มี มันคนละโลกเลยนะ ยิ่งเป็นความรักที่ผิดทำนองคลองธรรมยิ่งหนัก ยิ่งมืดมน ยกตัวอย่างพวกที่ไปเป็นชู้ชาวบ้าน อย่าคิดว่ามันมีความสุขนะ ลองตามดูจิตของเขาทุก ๆ ขณะดูสิแล้วจะรู้ว่ามันเป็นอะไรที่เผ็ดร้อนสำหรับจิตมากเลยทีเดียว

สรุปความรักเป็นความร้ายเหมือนที่พระพุทธองค์บอกไม่มีผิดแม้แต่คำเดียว ไม่วันใดก็วันหนึ่งมันจะทำร้ายเรา บางคนโชคร้ายโดนมันกระทืบเอาทุกวี่ทุกวัน

Friday, November 24, 2006

ความก้าวหน้าในการภาวนา

ช่วงนี้ที่บริษัทมีคนรอบ ๆ ตัวสนใจธรรมะเยอะขึ้น ถ้าคนไหนพอที่จะแนะนำได้ผมก็แนะนำไปตามกำลัง ส่วนคนไหนที่แนะนำแล้วไปไม่ไหวก็ถอย ไม่มีอะไรมาก เพราะเราต้องเข้าใจว่า ธรรมะ เป็นเรื่องของ "ตัวใครตัวมัน" ไม่เช่นนั้นเราจะทุกข์ เพราะคิดว่าตัวเองมีธรรมะแล้วอยากจะให้คนอื่นเขามีเขาได้เหมือนตัวเอง ผมต้องใช้เวลาเป็นปีเหมือนกันกว่าจะผ่านจุดที่สอนคนอื่นโดยตัวเองไม่ทุกข์

ช่วงนี้ต้องพาพี่อ้วนขึ้นไปที่ วัดป่าภูผาสูง ทุกสัปดาห์ ดู ๆ แล้วไฟกำลังแรงก็เลยช่วยส่งเสริมซะหน่อยเผื่อจะได้ดีในทางพระพุทธศาสนา

ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาดูเหมือนว่า จิตใจจะเต็ม ๆ ขึ้นมา มีความสดชื่น กระปี้กระเปร่า สดใส มีกำลังและความคมขึ้นมาพอสมควร เวลาสัญญาอารมณ์ กระทบจิต สติจะรู้สึกตัวได้ค่อนข้างไว และมีความคมพอสมควร เพราะเวลากระทบแล้วสติเกิด มันตัดปั๊บหายไปเลย เกิดปุ๊บตัดปั๊บ เิกิดปุ๊บตัดปั๊บ เป็นอย่างนี้อยู่เรื่อย ๆ (ไม่ได้เป็นทั้งวัน) แต่เป็นบ่อยกว่าแต่ก่อน พอสมควร

สิ่งที่เห็นอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความกลัว ไม่ว่าจะเป็นความกลัวต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน กลัวทำงานไม่เสร็จตามกำหนด กลัวขึ้นรถไม่ทัน กลัวต่าง ๆ นา ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิต รู้สึกว่า พอกลัวขึ้นมา สติจะมาไว พอความกลัวเกิดขึ้น สติก็จะตามมาติด ๆ แล้วก็ตัดกันดับไปเลย แม้กระทั่งตอนที่อยู่ในวัดเกิดกลัวผี ก็เกิดความกลัวเป็นห้วง ๆ แต่ไม่ใหญ่ พอเกิดมาก็ดับไป ช่วงนี้เห็นตรงนี้ได้ชัดพอสมควร นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่จิตใจดูเบา ๆ สบาย ๆ สดชื่น เพราะไอ้ความกลัวต่าง ๆ เหล่านี้แหละเป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต ของคนส่วนใหญ่

อีกอย่างก็คือเริ่มเห็นความเป็นตัวเราชัดขึ้น โดยที่แต่ก่อนไม่เคยมองเห็นความเป็นตัวเราอย่างนี้เลย ความรู้สึกที่มองเข้ามาแล้วเห็นว่านี่เป็นตัวเรา มันอยู่ข้างในนี้ ดูเข้ามาทีไรก็เห็นมันทุกที เหมือน ๆ กับมันยืนยงคงกระพันยังไงยังงั้น ความเป็นตัวเราเนี่ยแต่ก่อนไม่เคยเห็นเพราะเหมือนมันสิงสถิตอยู่กับเรามานานมั่วซั่วปนกันไปหมด สติไม่คมพอที่จะเห็นไอ้ตัวความรู้สึกว่าเป็นตัวเราตัวนี้ ตอนนี้เห็นแล้วแต่ยังไม่มีปัญญาทำอะไรกับมัน

เท่าที่ทราบมาถ้าเราเห็นความเป็นตัวเรา เกิดขึ้น แล้วก็ดับไป เห็นแบบนี้ไม่นานจิตก็จะละสักกายะทิฏฐิได้ แต่ผมยังไม่เคยเห็นมันดับเลยซักที เห็นแต่มันอยู่อย่างนี้ของมัน ก็คงต้องตั้งหน้าตั้งตาภาวนาต่อไป ให้สติปัญญาเฉียบคมยิ่งกว่านี้ คงเห็นมันได้ซักวันแหละน่า

ช่วงนี้ฟังเพลงประวัติหลวงปู่มั่น (ฟังอยู่ทั้งปีทั้งชาติไม่เคยเบื่อ) รู้สึกชอบใจเพลง "เข้าสู่สนามรบ" เป็นอย่างมาก ท่อนที่ชอบที่สุดคือ

มุ่งหวังตั้งใจแน่นอน
ไม่มีวันสั่นคลอน อ่อนแอแปรผัน
ต้องประจักษ์ในมรรคผล พระนิพพาน
อันกิเลสาสะวะมาระราน
ขอตามห้ำหั่นหาญกล้าราวี
ให้หมดใจเยื่อใยไม่มี
ชาติและภพจบกันเสียที
หมู่มารมาราวีขอพลีชีพสู้


ตอนนี้กำลังใจในการภาวนาค่อนข้างเด็ดเดี่ยว ห้าวหาญมาก

Monday, June 12, 2006

อินทรีย์ยังอ่อน (ครั้งที่ ๘)

วันนี้เดินทางมาที่จังหวัดชลบุรีเพื่อกราบท่านอาจารย์ ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สองที่มาที่นี่นับตั้งแต่ท่านอาจารย์ย้ายมาอยู่ที่ชลบุรี ครั้งแรกเป็นงานเปิดสวนสันติธรรม แห่งนี้ ครั้งนั้นไม่ได้สนทนากับท่านพระอาจารย์เพราะคนเยอะมาก ๆ

เดินทางมาถึงจังหวัดชลบุรีตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็น แวะเข้าไปชวนอรรณพ กับ จู๊ด ทั้งสองต้องทำงานก็เลยไม่ว่าง นั่งคุยกับจู๊ดทำให้ทราบว่าจู๊ดไปกราบท่านอาจารย์ทุกวันอาทิตย์ ดูแล้วตั้งอกตั้งใจอยากที่จะปฏิบัติมาก แต่ยังเริ่มต้นไม่เป็น คิดว่าไม่นานคงเริ่มได้ และคงได้ดีด้วย

ตื่นเช้าไปซื้อของที่ตลาด อำเภอศรีราชา มีหลนเต้าเจี้ยวด้วยก็เลยซื้อไปถวายท่านอาจารย์ (สุดท้ายเราก็ได้กินด้วย) เดินทางไปถึงวัดประมาณ ๐๖.๓๐ น.

จัดอาหารเสร็จก็เอาขึ้นไปตั้งไว้เพื่อรอประเคน แล้วก็ไปนั่งรอท่านอาจารย์มาเทศน์รอบแรก โดยวันนี้ตั้งใจนั่งหน้าสุด ช่วงที่นั่งรอก็พิจารณาดูสถานที่รอบ ๆ ห้องโถงไปเล่น ๆ สถานที่ใหม่แห่งนี้กว้างกว่าที่เดิมพอสมควรดูระบบเครื่องเสียงต่าง ๆ ก็ดีขึ้น พระประธานองใหญ่กว่าที่เดิม แต่ผมว่าองค์ที่ตั้งอยู่ที่เดิมเค้าทำพระพุทธรูปยิ้มได้สวยกว่า และที่ใหม่นี้ที่ที่ท่านอาจารย์นั่ง ก็ทำเป็นแท่นสูงขึ้นไป ผมว่าทำสูงไปหน่อยทำให้เหมือนห่างไกลไม่ใกล้ชิดกันเหมือนที่เดิม หลังจากนั่งฟุ้งซ่านไปเรื่อย ๆ ไม่นานท่านอาจารย์ก็เดินเข้ามา วันนี้ท่านพึ่งปลงผมเสร็จใหม่ ๆ ดูท่านหน้าตาสดใสมาก ดู ๆ ไปท่านอาจารย์ยิ้มเหมือนพระพุทธรูปเลย ถ้าเรายิ้มได้แบบนี้บ้างคงดี พออาจารย์ท่านนั่งลง ก็หันมาหาเราคนแรกเลย

"มาจากโคราชเลยเหรอ" ประโยคแรกที่ท่านพูดในวันนี้
ก็ตอบท่านว่า "ครับ"
"เป็นยังไงบ้างภาวนา"
"ช่วงนี้เหมือนไม่ค่อยได้ทำอะไรครับ"
"เราต้องทำนะ ต้องปฏิบัติตามรูปแบบ เพราะอินทรีย์ของเรายังอ่อนอยู่ ไม่ทำตามรูปแบบเลยไม่ได้นะ"
"ครับ"
"เคยทำอะไรก็ทำไป ทำแบบที่ครูบาอาจารย์วัดป่าท่านสอนมานั่นแหละ จะท่องพุทโธ หรือกำหนดลมหายใจก็ได้ แล้วคอยมีสติไว้ จะเดินจรงกรมด้วยก็ได้"
"ครับ"
แล้วท่านก็อธิบายวิธีเจริญสติตามรูปแบบ ไปเรื่อย ๆ คล้าย ๆ กับทุกครั้งที่ท่านสอนจนจบ

ิอินทรีย์ยังอ่อน คำนี้ประทับลงไปในใจของเรามาก เพราะที่ผ่านมาผมก็เจริญสติมาเรื่อย ๆ ความรู้สึกตัวในแต่ละวันมีบ่อย แต่เหมือนกับมันไม่เฉียบ ไม่คม ตัดอารมณ์แบบปวกเปียกไม่มีกำลัง แถมช่วงหลังยังเกิดอาการปล่อยตามกิเลสเยอะ มันอยากทำอะไรก็ให้มันทำ แค่รู้เท่าทันมันก็พอ มันคิดมันทำไปแบบนั้น นี่มันเป็นอาการของคนหลงตัวเอง มันก็เลยเข้ารกเข้าพงไปแบบไม่รู้ตัว นี่ถ้าวันนี้ไม่ได้มาหาท่านอาจารย์คงเตลิดเปิดเปิงไปไกล

การภาวนานั้นยังไง ๆ ก็ต้องบังคับ กาย กับ วาจา คือจะเป็นประเภทมาเหนือเมฆกูเก่งไม่ต้องบังคับกาย ไม่ต้องบังคับวาจา แค่ให้รู้ทันตัวเองด้วยใจที่เป็นกลาง เดี๋ยวมันจะค่อย ๆ เข้าสู่ความเป็นกลางเอง แบบนี้จะไปไม่รอดกิเลสดึงลงข้างล่างหมดไม่ได้กินมันหรอกต้องแบบบังคับนี่แหละ หลังจากบังคับแล้วก็รู้ว่าบังคับ พยายามรู้ด้วยใจที่เป็นกลางแล้วมันจะค่อย ๆ เข้าสู่ความเป็นกลาง แบบนี้มันถึงจะไปรอด เข้าสู่ความเป็นกลางได้จริง ๆ เพราะเรารู้ว่าสุดท้ายแล้วผู้ที่บรรลุอรหันต์นั้น ท่านจะไม่ทำผิดทางกายวาจา เราก็ทำแบบที่ท่านทำไปเลยแต่ก็ต้องทำแบบบังคับเพราะจิตของเรายังไม่บริสุทธิ์ จริง ๆ แล้วก็ปฏิบัติตัวเจริญสติไปเรื่อย ๆ รู้รูปนามตามความเป็นจริง (ว่ามันบังคับ) สุดท้ายให้มันเข้าสู่ความเป็นธรรมชาติทางนี้

กลับไปบ้านคราวนี้คงจะต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการภาวนากันยกเครื่องใหม่ทั้งหมด คือรู้สึกตัวระหว่างวันก็รู้ไป แต่ต้องเพิ่มการบังคับกายวาจา แล้วให้รู้ว่าบังคับเอา ส่วนรูปแบบก็ต้องใส่เข้าไป ทำสมถะ เดินจงกรม ก็ต้องทำ

ในช่วงที่สอง ท่านอาจารย์เล่าเรื่องขอทานหน้าวัดเชตวันให้ฟัง อันนี้ก็สะดุดเหมือนกัน เรื่องมีอยู่ว่า มีขอทานซึ่งมานั่งขอทานอยู่หน้าวัดเชตวันเป็นประจำคนนึง พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ขอทานคนนี้หากได้ฟังธรรมของท่านตอนเป็นหนุ่มจะสามารถบรรละอรหันต์ได้ ถ้าได้ฟังตอนวัยกลางคนจะได้บรรลุพระอนาคามี แต่ตอนนี้สายไปแล้ว ร่างกายธาตุขันธุ์ไม่เอื้ออำนวยเสียแล้ว ฟังธรรมไปก็หมดโอกาสบรรลุธรรมเสียแล้ว เรื่องนี้เป็นคติเตือนใจว่า การภาวนาไม่ใช่ว่าจะทำตอนไหนก็ได้ อายุนั้นมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก ยิ่งอายุมากเท่าไหร่โอกาสที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานนั้นยิ่งน้อยลงไปทุกที

เพราะฉะนั้นอย่าพากันชล่าใจ พระอาจารย์ปราโมทย์ท่านก็กล่าวปิดท้ายหลังจากเล่าเรื่องนี้ให้ฟังว่า อย่าพากันคิดว่าจะเข้าวัดตอนแก่ ตอนแก่มันต้องเข้าโลง เข้าวัดตอนแก่มันจะไปได้อะไรมาก ต้องทำตั้งแต่ยังหนุ่มยังสาว แก่แล้วมันปฏิบัติลำบาก

ก่อนกลับก็เลยเอาหนังสือที่เตรียมมาไปถวายท่านอาจารย์ ก็มีหนังสือประวัติหลวงปู่ศรี หนังสือประวัติหลวงปู่เจี๊ยะ หนังสือประวัติหลวงปู่สุวัจน์ และหนังสือพ่อแม่ครูอาจารย์ที่ได้มาจากวัดป่าภูผาสูง เสร็จแล้วก็กราบท่านอาจารย์เดินทางกลับ ขณะขับรถกลับรู้สึกว่ามาเที่ยวนี้กำลังใจเต็มกลับไปจริง ๆ

เต็มด้วยความปิติ เต็มด้วยกำลังที่จะภาวนา ถ้าใจเป็นได้แบบนี้บ่อย ๆ คงไปได้ไกล เพราะเป็นจิตใจที่เต็มไปด้วยกำลังใจที่จะภาวนา ไม่ใช่ความต้องการภาวนาด้วยความอยากหรือด้วยการบังคับ

ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่ท่านอาจารย์ช่วยเหลือเรานับตั้งแต่ครั้งแรกที่เปิดหูเปิดตาให้เรามาเห็นธรรมะตัวจริงของจริง ถ้าไม่ได้ท่านอาจารย์เราคงแย่ คงแย่จริง ๆ

Sunday, May 07, 2006

เปิดสวนสันติธรรม (ครั้งที่ ๗)

ออกเดินทางจากโคราชตั้งแต่เช้าวันที่ ๖ พฤษพาคม ๒๕๔๙ พร้อมด้วยสมาชิกอีก ๓ คน คือ อ๊อด เอ้ และปุ๋ม แล้วเข้าไปรับพี่อ้อยแถว ๆ ดรีมเวิลด์ คลอง ๔

พึ่งรู้ว่า บ้านพี่อ้อยติดกับวงแหวนตะวันออก เลี้ยวนิดเดียวก็ขึ้นวงแหวน ไปถึงชลบุรีประมาณบ่ายโมง พาเพื่อน ๆ ไปกินข้าวที่ร้านมุมอร่อย ซึ่งเคยมา

ครั้งก่อนเมื่อหลายปีที่แล้ว คนยังเยอะเหมือนเดิม กินเสร็จก็เข้าไปบ้านเพื่อนสนิท โอ๋ กับ จู๊ด ที่นัดไว้

บ้านยังมีสภาพเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงมากนักแต่รกขึ้นกว่าเดิมเยอะ ตอนเย็นนั่งสอนธรรมะให้ อรรณพ กับ จู๊ด พูดแบบย่นย่อ ประมาณ ๒ ชั่วโมง

ก็จบ ดู ๆ แล้วอรรณพจะนิ่ง ๆ เหมือนปกติ ส่วนจู๊ดดูท่าทางสนใจเป็นพิเศษ

วันที่ ๗ พฤษพาคม ๒๕๔๙ ตื่นแต่เช้า รู้สึกตัวบ่อยเพราะใกล้วัดเต็มที เดินทางไปวัดด้วยกันทั้งหมด ๗ คน มี โอม อ๊อด พี่อ้อย ปุ๋ม เอ้ โอ๋ และ จู๊ด ระหว่างทาง

เปิดประวัติหลวงปู่มั่นให้ฟังกันด้วย

ไปถึงวัดคนมาเยอะมากแล้วไม่มีที่จอดรถ แถวยาวไปถึงหมู่บ้านต้องจอดรถไว้ข้างทางแล้วนั่งสองแถวที่เตรียมไว้เข้าไปในวัด จริง ๆ ไม่รู้จะเรียกว่าวัดดีหรือเปล่า เป็นเหมือนสำนักสอนปฏิบัติธรรมมากกว่า ชื่อจริง ๆ ก็คือ สวนสัติธรรม อาคารและสิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่เป็นสีขาว ล้อมรอบด้วภูเขาดูสวยงามน่าอยู่ทีเดียว แต่อยู่นาน ๆ อาจจะเบื่อได้สำหรับคนอย่างเรา

วันนี้ไม่ได้พบกับท่านอาจารย์เพราะคนเยอะมากจริง ๆ ก็ไม่เป็นไรเพราะคาดไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าคนจะเยอะ คนเต็มศาลาด้านในจนต้องออกมานั่งข้างนอก อาหารที่เลี้ยงแขกวันนี้ค่อนข้างเยอะและอร่อยพอสมควร พอบ่ายโมงกว่า ๆ ก็เดินทางกลับ

เห็นสภาพแล้วแอบปลื้มใจที่เห็นคนไทยมีความสนใจธรรมะแท้ ๆ กันเยอะพอสมควร และอาจารย์ก็ดี ถ้าวงธรรมะแบบนี้แพร่หลายไปเรื่อย ๆ คงทำให้ประเทศชาติดีขึ้นอย่างแน่นอน

ระหว่างเดินทางดู ๆ ปุ๋มมีความสนใจและถามคำถามเหมือนกับที่คนหัดภาวนาใหม่ ๆ สงสัยกันทั่ว ๆ ไป และก็ถามคำถามอื่น ๆ บ้างตามความอยากรู้ ดู ๆ คงเริ่มภาวนาเป็นแล้วหละ

Saturday, March 25, 2006

คืนธาตุ ๔ ให้ธรรมชาติเขาไป

ขณะนั่งอ่านประวัติผู้ตายอยู่หน้าเมรุเผาศพวัดพรหมประทาน ผมต้องหยุดอ่านเป็นระยะ ๆ เพื่อหลบจากอารมณ์เศร้าที่กระทบกับจิตเข้าตรง ๆ ก่อนที่มันจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาเหมือนแขกผู้มีเกียรติหลาย ๆ คน ต้องยอมรับว่าเรื่องราวนั้นเศร้าจริง ๆ ขนาดผมมีสติ รู้สึกตัวเป็นระยะ พออ่านประวัติ และถ้อยคำรำพันของ พ่อ แม่ น้องสาว น้องชาย และคนรักของผู้ตาย ที่กล่าวคำไว้อาลัยแก่ผู้วายชนม์ จิตก็จะหลงเข้าไปอยู่ในเนื้อเรื่องประหนึ่งว่า ตัวเองเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง จิตของเรานั้นยึดมั่นถือมั่นได้ง่ายถึงเพียงนี้ นับประสาอะไรกับคนที่ใกล้ชิดกับผู้ตายโดยตรง เรื่องราวที่ตีพิมพ์มาแจกในงานศพนั้นประหนึ่งละครที่นักประพันธ์เอกจรดปลายปากกาแต่งเรื่องราวไว้ แต่เสียดายที่ชีวิตจริง ๆ มันโหดร้าย ไม่จบแบบมีความสุขเหมือนละครทั่ว ๆ ไป

หลังจากผมอ่านจบไม่นานก็เริ่มพิธีกรรมต่าง ๆ แต่ดีหน่อยที่วัดนี้เป็นวัดป่า จึงตัดพิธีกรรมหลาย ๆ อย่างออกไป เช่นล้างหน้าศพ เป็นต้น ซึ่งผมก็เห็นด้วย เพราะมันไม่จำเป็นเลย ล้างแล้วได้อะไร ไม่ล้างแล้วจะเป็นไร มันก็แค่ธาตุสี่ รอเข้าเตาเผาแค่นั้นเอง ก่อนจะเผาจริง ๆ มีพระรูปหนึ่งขึ้นธรรมมาสน์เพื่อเทศนาอบรมสั่งสอนญาติโยม ผมต้องยอมรับว่าพระองค์นี้ท่านกล้าหาญจริง ๆ ท่านเอาธรรมะแท้ ๆ มาสอน ซึ่งปกติวิสัยของสามัญชนจะรับไม่ค่อยได้ และดูเหมือนมันจะเดินสวนทางกันด้วยซ้ำ ผมนั่งฟังไปพลางหวั่น ๆ แทนหลวงพ่อว่าจะมีคนโมโหหลวงพ่อว่า ทำไมเทศน์อย่างนั้น ถึงแม้มันจะเป็นความจริงก็เถอะ

ธรรมะที่หลวงพ่อท่านเทศน์นั้นเริ่มด้วยพุทธพจน์เรื่องความตาย มนุษย์เรามีเกิดก็ต้องมีตายเป็นธรรมดา เขาตายไปแล้วพวกเราจะมานั่งร้องไห้ มันไม่มีประโยชน์ ต่อให้ร้องยังไงก็ไม่มีทางฟื้นขึ้นมาได้ ผมไม่รู้ว่าคนที่กำลังร้องไห้ฟังอยู่หรือเปล่า แล้วท่านก็เทศน์ต่อ ว่าเห็นคนที่ตายมั๊ย เขาเอาอะไรไปได้บ้าง ที่เรียนมาสูง ๆ จบวิศวะ ไปทำงาน ซื้อรถ ข้าวของเงินทองเครื่องใช้ พ่อ แม่ พี่ น้อง ฯลฯ ทุกอย่างไม่มีอะไรเอาไปได้เลย แม้กระทั่งตัวของเขาเองแท้ ๆ ยังเอาไปไม่ได้เลย สิ่งที่เอาไปได้จริง ๆ แล้วคือ บุญ และ บาป ที่ตัวเองทำไว้นั่นเอง แล้วความตายเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะมาถึงเราเมื่อไหร่ พรุ่งนี้อาจจะถึงคิวไอ้ที่นั่ง ๆ อยู่ข้างหน้านี้ก็ได้ คนเราพอตายแล้วเป็นไง ตายแล้วไม่มีใครต้องการ ร่างกายก็กลายเป็นของหนัก เอาไว้บ้านนานก็ไม่ได้ ต้องรีบเอามาเผาทิ้งที่วัด ตัวร่างกายเองก็เน่าเหม็น ประกอบขึ้นด้วยธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งเป็นของไปยืมเขามา ตอนนี้คนที่นอนอยู่ในโลงก็คืนเขาไปแล้วสองส่วนคือ ไฟ กับ ลม เหลือแต่ดินกับน้ำซึ่งเดี๋ยวซักพักก็เผาทิ้งหมดแล้ว ร่างกายของเราประกอบไปด้วยน้ำหนองน้ำเลือดเสลดน้ำลายมีแต่ของโสโครก พอเผาไปก็กลายเป็นควันลอยขึ้นไปในอากาศ สุดท้ายก็ไปรวมกับก้อนเมฆเป็นฝนตกลงมา เราก็เอาน้ำมาดื่ม แล้ววันหนึ่ง ๆ เผากันกี่ศพ ก็เท่ากับว่าเราดื่มน้ำเลือดน้ำหนองของคนตายนั่นเอง เรื่องราวที่ท่านเทศน์ส่วนใหญ่ก็จะประมาณนี้ เป็นความจริง แต่บางคนรับไม่ได้หาว่าหลวงพ่อท่านเทศน์ไม่น่าฟัง ส่วนใหญ่ความจริงเป็นสิ่งที่ไม่น่าฟังสำหรับปุถุชน คนส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยชอบความจริงกัน

ก่อนจบขอถามคำถามง่าย ๆ ลองถามตัวเองดูหน่อยซิว่า พวกเราไปงานศพทำไม?

Friday, March 24, 2006

ชีวิตจริงเศร้ายิ่งกว่าละคร

วันนี้เดินทางมาร่วมงานศพของแฟนน้องคนนึงที่รู้จักกัน ฝ่ายชายเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุขณะขับรถออกจากมอเตอร์เวย์ ไม่มีใครแน่ใจว่าทำไมจู่ ๆ รถจึงเกิดเสียหลักพลิกไปหลายตลบสุดท้ายไปชนกับต้นไม้เสียชีวิตคาที่ แต่สภาพศพเหมือนไม่ได้โดนอะไรมาเลย ในร่างกายไม่มีรอยแผลใด ๆ มีเพียงรอยแผลที่หน้านิดเดียวเท่านั้น แม้หน่วยกู้ภัยที่เข้าไปช่วยชีวิตก็นึกว่าคนขับอาจจะเมาหลับอยู่ เพราะเห็นนั่งอยู่ในรถสภาพปกติเพียงแต่ก้มหน้าอยู่เท่านั้น ทุก ๆ คนทึ่ง งง สงสัย ว่าทำไมจึงเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น แต่ถ้ามองในมุมของกรรมแล้ว คงไม่มีอะไรแปลก มันเป็นเรื่องธรรมดา ถึงเวลาเกิดมันก็เกิด ตามเหตุปัจจัยอันสมควร ตามกรรมที่แต่ละคนพกติดตัวกันมาแต่หนหลังบวกกับกรรมใหม่ที่สมทบเข้ากองทุนแห่งกรรมในชาตินี้

ผู้ตายจบวิศวโยธาจากที่เดียวกับผม แต่ไม่รู้จักกันเนื่องจากเรียนคนละภาควิชาและคนละรุ่นกัน ฝ่ายหญิงเรียนจบแพทย์ ทั้งสองรู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียนชั้น ม. ปลาย เพราะเรียนที่เดียวกัน ฝ่ายชายวางแผนไว้ว่าจะให้พ่อแม่ไปขอฝ่ายหญิงเดือนเมษายน แต่กลับมาเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ แทนที่จะได้จัดงานแต่งงาน แต่กลับกลายมาเป็นงานศพ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องเศร้าพอสมควรสำหรับปุถุชน ทั้งญาติพี่น้องเพื่อนร่วมงาน โดยเฉพาะพ่อแม่ เพราะกว่าจะเลี้ยงลูกหนึ่งคนให้เรียนจบวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยของรัฐได้ คงไม่ต้องบอกว่ายากลำบากขนาดไหน ตั้งแต่เลี้ยงลูกให้โต ผ่านช่วงชีวิตวัยรุ่นในชั้น ม. ปลาย สนับสนุนส่งเสริมพร้อมทั้งเคี่ยวเข็น จนสอบมหาวิทยาลัยของรัฐในคณะวิศวกรรมศาสตร์ และกว่าจะเรียนจบ สุดท้ายพึ่งจะได้ทำงานเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัว กลับต้องมาเสียชีวิตลง คงไม่ต้องอธิบายว่าพ่อแม่ของผู้ตายจะรู้สึกระทมทุกข์เพียงใด

อีกฝ่ายที่ระทมทุกข์ไม่น้อยไปกว่าพ่อแม่ของผู้ตายนั่นก็คือ ฝ่ายหญิง ซึ่งเป็นคนรักที่คบกันมานานและวางแผนที่จะแต่งงานกันในอีกไม่ถึงหนึ่งเดือนข้างหน้านี้ ผมทราบมาว่าฝ่ายหญิงนั้นร้องไห้หนักพอสมควร แน่นอนเหตุการณ์นี้เป็นอารมณ์ที่ค่อนข้างหนักกระแทกเข้ากับจิตตรง ๆ สุดท้ายความทุกข์ที่ไม่มีทางออกก็กลายเป็นสายธารแห่งน้ำตา ต่อให้ผู้ที่ภาวนามาแล้วระดับหนึ่งมาเจออารมณ์ระดับนี้ก็ไม่แน่ว่าจะรับมือไม่ให้เกิดทุกข์ได้ แต่ผมว่าคงดีกว่าคนที่ไม่ได้ภาวนามาเลย อาจจะทุกข์น้อยกว่า อาจจะทุกข์ไม่นาน หรืออาจจะไม่ทุกข์เลย ขึ้นอยู่กับกำลังของสติว่าคนผู้นั้นมีมากน้อยเพียงใด

ขณะเดินทางผมแวะซื้อหนังสือ "เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน" เพื่อเอาไปฝากฝ่ายหญิง สำหรับฝ่ายชายชื่อหนังสือคงอธิบายไปเรียบร้อยแล้ว หนังสือเรื่องนี้อธิบายกฏแห่งกรรมให้คนธรรมดาฟังในภาษาที่ง่าย ๆ ทำให้เข้าใจกฏแห่งกรรมว่าทุก ๆ อย่างในชีวิตไม่ได้มีอะไรบังเอิญเลย ทุก ๆ อย่างล้วนมีเหตุปัจจัยมาทั้งนั้น สาเหตุที่ผมเลือกหนังสือเล่มนี้ เพราะชื่อของหนังสือค่อนข้างโดนใจ โดยเฉพาะกับคนที่พึ่งประสพเหตุการณ์แบบนี้หมาด ๆ บางคนอาจจะสงสัย ผมจะไม่ใจร้ายไปหน่อยหรือ คนเขากำลังทุกข์เพราะคนรักจากไปแม้แต่ศพก็ยังไม่ได้เผา ยังเอาหนังสือเล่มนี้ไปให้อีก จะไม่ทำให้ความทุกข์เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าหรอกหรือ ผมขออธิบายดังนีจู่ ๆ ถ้าผมจะถือหนังสือธรรมะไปให้คน ๆ นึง ถ้าชีวิตเขายังปกติอยู่ไม่ได้เดือดร้อนมีความทุกข์อะไร (ทั้ง ๆ ที่รูปกับนามมันทุกข์อยู่ทั้งวันแต่เราไม่เคยเห็น) เกือบร้อยทั้งร้อยไม่มีใครอ่าน อย่างมากก็เก็บหนังสือไว้ในชั้นเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ถ้ามีเหตุสะเทือนใจแรง ๆ แบบนี้โอกาสที่จะอ่านนั้นสูงมาก และถ้าน้องเขาเกิดหันหน้าเข้ามาหาธรรมะผมก็จะได้สอนต่อยอดให้ฝึกเจริญสติ ตามแนวทางแห่งมหาสติปัฏฐานสูตรของพระพุทธเจ้า ชีวิตจะเปลี่ยนไปจนนึกไม่ถึง ไม่แน่อาจจะเข้ากระแสแห่งนิพพานตามที่บรมครูท่านสอนไว้ก็เป็นได้ ถ้าเกิดผลสุดท้ายเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ก็เท่ากับว่าการเสียชีวิตของแฟนหนุ่มไม่ได้เลวร้ายไปเสียทีเดียว อาจจะต้องขอบคุณที่การเปลี่ยนภพของเขาทำให้แฟนสาว ได้แผนที่ได้เข็มทิศในการเดินทางเพื่อมุ่งสู่เส้นทางแห่งความดับทุกข์ หรืออย่างน้อยชีวิตที่เหลืออยู่ก็ดำเนินได้ด้วยความเข้าใจทุกข์ และทุกข์ก็จะถูกบรรเทาไปโดยปริยาย

ถ้าหนังสือเล่มนี้ไม่มีประโยชน์เลยก็ไม่เป็นไรเพราะชีวิตที่ผ่านมา ผมสอนธรรมะคนมาจำนวนหนึ่ง หลายคนใส่ใจมุ่งมั่น หลายคนฟังแล้วเข้าใจแต่ไม่ยอมทำ หลายคนไม่เข้าใจแต่อยากทำ แต่หลาย ๆ คนทั้งไม่เข้าใจด้วยและไม่อยากฟังด้วย คนที่ไม่รู้ไม่สนธรรมะมีอยู่เป็นจำนวนมาก ผมมีหน้าที่เพียงโยนหินถามทาง ถามเข้าไปในใจของคนรอบข้างว่ามีใครสนใจธรรมะบ้าง ถ้าสนใจผมมีความรู้พอที่จะแบ่งปัน แต่ถ้าไม่สนใจก็ไม่เป็นไรต่างฝ่ายต่างดำเนินชิวิตไปตามปกติ เจอกันก็คุยกันเรื่องทั่ว ๆ ไป ช่วงแรก ๆ ผมพยายามสอนคนด้วยตัณหาหรือราคะ คือความอยากสอน พออยากสอนแล้วไม่ได้สอน หรือสอนเขาไม่ได้ ก็เกิดความหงุดหงิด เบื่อ อารมณ์เสีย สุดท้ายก็ทุกข์ กว่าจะรู้สึกตัวและกลับตัวได้ ว่าเอ...เรานี่เดินออกนอกเส้นทางของบรมครูไปไกลเสียแล้วก็ใช้เวลาอยู่เป็นแรมปี พระพุทธศาสนาสอนให้เราเดินไปในเส้นทางแห่งความดับทุกข์ แต่เราเองพอสอนคนไม่ได้ดั่งใจนิดหน่อยก็ทุกข์เสียแล้ว ช่วงหลังกลับตัวใหม่ สอนได้ก็สอน สอนไม่ได้ก็ไม่สอน มันไม่ใช่สาระที่เราจะไปทุกข์ ช่วงหลัง ๆ สอนแบบนี้ดูเผิน ๆ เหมือนกับว่าเราไม่ได้ใส่ใจคนที่เราสอน แต่ปรากฏว่า แบบนี้กลับดียิ่งกว่าแบบเดิม เพราะเราไม่ทุกข์เนื่องจากธรรมะ คนที่เราจะสอนก็ไม่ทุกข์เนื่องจากธรรมะเช่นกัน เวลาสอนก็ได้ประสิทธิภาพประสิทธิผลมากกว่า เพราะไม่มีความอยากเข้าไปเจือปน ที่เขียนเรื่องนี้มายืดยาวเผื่อเป็นคติเตือนใจ เป็นแนวทางสำหรับคนที่อยากให้ธรรมะกับคนอื่น แต่พอเขาไม่สนใจฝ่ายเรากลับเป็นทุกข์เสียเอง ชีวิตของเรานั้นมีทุกข์มากเพียงพออยู่แล้ว อย่าให้ความโง่เขลาของเรานำเอาธรรมะอันบริสุทธิ์ของพระพุทธองค์มาเป็นสาเหตุแห่งทุกข์เผาใจตัวเองอีกต่อไปเลย

ลืมเล่าไปว่า ขณะที่น้องเขารับหนังสือ น้ำตาก็พร่างพรูออกมาอีกระรอก จิตใจก็นึกถึงแต่คนที่นอนแน่นิ่งอยู่ในโลง ต้องใช้เวลานานพอควรจึงสงบสติอารมณ์กลับมาสู่สภาวะปกติได้ ถือซะว่าเป็นการฉีดยาก็แล้วกัน อาจจะเจ็บบ้างนิดหน่อย แต่ก็คุ้มมิใช่หรือที่อาจจะทำให้หายขาดจากโรคทุกข์ที่ใจเราติดเชื้อมาแสนเนิ่นนาน

Friday, January 27, 2006

เคล็ดวิชาไร้กระบี่ไร้ใจ (ครั้งที่ ๖)

เข้ามาสัมมนาเกี่ยวกับจาวาที่บางกอก ก็เลยถือโอกาสลาวันนี้ พาเพื่อน ๆ ไปกราบอาจารย์ที่ จังหวัดกาญจนบุรี ไปกันทั้งหมด ๘ คน ขณะที่ไปถึงอาจารย์กำลังสอนช่วงแรกอยู่พอดี ท่านอาจารย์ทักทายนิดหน่อย ถามว่ามากันกี่คน เสร็จแล้วท่านก็มารับประเคนอาหาร ให้พรแล้วท่านก็เริ่มฉันอาหาร ส่วนพวกเราก็แยกย้ายกันไปกินข้าวตามธรรมเนียมปฏิบัติของที่นี่

หลังจากกินอิ่มกันแล้วก็เข้ามานั่งฟังเทศน์กันอีกรอบ คราวนี้อาจารย์เริ่มสอน เนื้อหาส่วนใหญ่ก็คล้าย ๆ กับที่เคยฟังมา ท่านอาจารย์อธิบายว่า ที่ท่านนั่งพูด แล้วเรานั่งฟังอยู่เนี่ยเป็นธรรมของปลอม ธรรมของจริงต้องปฏิบัติเอาเองเท่านั้น และที่ท่านพูด ๆ อยู่ก็พูดเป็นเพื่อนไปเท่านั้น ท่านพยายามให้เราเรียนรู้ด้วยตนเองว่า สภาวะต่าง ๆ ของจิตนั้นเป็นยังไง หลงเป็นยังไง รู้สึกตัวมีสติ เป็นยังไง ถ้าใครเป็นแล้ว แม้จะอยู่บ้านก็ภาวนาได้ ไม่จำเป็นต้องมาวัด

วันนี้ให้น้องชายนั่งหน้าสุด เผื่อว่าเขาจะมีคำถามอะไรถามท่านอาจารย์ ปรากฏว่าวันนี้ไม่ถามอะไรเลย และอาจารย์ก็ไม่ทักเหมือนคราวที่แล้ว แสดงว่าภาวนาใช้ได้ ส่วนเพื่อนคนอื่น ๆ ก็โดนกันไปตามระเบียบ บางคนโดนบ่อยหน่อย แต่บางคนไม่โดนเลยเพราะ ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย ส่วนเรานั้นจิตมันพยายามจะมีสติเพราะว่านั่งอยู่ต่อหน้าท่าน มันก็เลยไม่เป็นธรรมชาติเท่าไหร่

มีเพื่อนคนนึงเผลอบ่อย ท่านอาจารย์ก็เลยทักบ่อย แล้วท่านอาจารย์ก็เลยถามว่า "เคยฝึกมาจากที่ไหนหรือเปล่า" เค้าก็เลยตอบว่า "เพื่อนสอนมาครับ" อาจารย์ท่านก็เลยบอกว่า "อืม เพื่อนสอนมาดีนะ" เราก็แอบภูมิใจเล็กน้อย (มากไม่ได้เดี๋ยเหลิง)

ก่อนกลับเข้าไปกราบท่านอีกที ท่านก็บอกเราว่า "เรายังประคองอยู่นิดนึงนะ ปกติอยู่ที่บ้านเป็นแบบนี้หรือเปล่า" ก็ตอบท่านไปว่า "ไม่ครับ อยู่ต่อหน้าอาจารย์มันก็เลยเป็นแบบนี้" แล้วท่านก็บอกว่า "ก็ดีแล้วหละ ทีมนี้ภาวนาใช้ได้หลายคนนะ" แล้วก็พากันลากลับเพื่อไปซื้อของที่กรุงเทพฯ

ย้อนกลับไปขณะที่ท่านกำลังสอนอยู่ มีพี่คนนึงสนทนากับท่านว่า ชอบวิธีการภาวนาของอาจารย์มาก เพราะสามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกอย่าง ไม่ว่าจะเดินจงกรม นั่งล้างจาน ขับรถ ทำสวน ฯ พี่เขาบอกว่าไม่เหมือนที่อื่นที่เน้น ทองพองยุบ ลมหายใน พุทโธ แต่ที่อาจารย์สอนเนี่ยสุดยอด เพราะเหมือนกับเคล็ดวิชา "กระบี่อยู่ที่ใจ" ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรเป็นอาวุธในการภาวนาได้หมด

ท่านอาจารย์ก็เลยเล่าให้ฟังว่าเคยมีคนมาชมอาจารย์เหมือนกันว่าเคล็ดวิชาในการภาวนาของอาจารย์เนี่ยเป็นเคล็ดวิชา "กระบี่อยู่ที่ใจ" ท่านอาจารย์ก็เลยตอบว่า ยังประเมินท่านต่ำไปหนึ่งขั้น (ท่านเล่าด้วยบรรยากาศสนุกสนานเหมือนเล่าหนังจีนกำลังภายใน มิได้เป็นลักษณะโอ้อวดแต่อย่างใด) เพราะจริง ๆ แล้วเคล็ดวิชาของท่านคือ "ไร้กระบี่ไร้ใจ" เพราะถ้ายังมีกระบี่ หรือยังมีใจอยู่เมื่อนั้นก็จะยังมีทุกข์อยู่.... เพราะฉะนั้นสุดยอดวิชาต้อง "ไร้กระบี่ไร้ใจ"

Tuesday, December 06, 2005

เป็นโรค ไม่สนใจยา ไม่มารักษา ไม่มีวันหาย

สำหรับมนุษย์ผู้ที่หลงเพลิดเพลินอยู่ในวัฏสงสารแดนทุกข์ แต่ไม่เคยเห็นภัยของวัฏสงสาร มัวเพลิดมัวเพลินอยู่ในกิเลสตัณหา คงหมดหนทางที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์ไปได้

เนื้อหาทั้งหมดมาจากประวัติหลวงปู่มั่น ถ้าเป็นเพลงก็ชื่อตอนว่า "พระพุทธเจ้าอนุโมทนา" เนื้อหาของเพลงที่สำคัญมีดังนี้

ในพระโอวาทที่ประทานให้มา โดยส่วนใหญ่มีใจความว่า ทราบว่าเธอพ้นทุกข์
อนันตทุกข์ เหมือนลูกโซ่ที่ถูกทำลาย
จนพบทางสว่างไสว สิ้นเยื่อขาดใยภพชาติแห่งตน
จากเรือนจำแห่งวัฏวนสิ้นสุดหลุดพ้นห่างไกล
อันสัตว์ในโลกทั้งหลาย ล้วนพากันติดใจไม่คิดว่ายแหวกออกมา
มัวเพลิดมัวเพลินอยู่ในกิเลสตัณหา เหมือนเป็นโรคไม่สนใจยา ไม่มารักษาไม่มีวันคลาย
เหมือนเป็นโรคไม่สนใจยา ไม่มารักษาไม่มีวันหาย

ธรรมของเราตถาคตเป็นเช่นยา ถึงจะดีและมีคุณค่า แต่คนทั้งหล้า กลับพากันเมินไฉน
แม้ยาจะดีเท่าไหร่ ไม่มีช่วยได้หรอกหนา คงเวียนว่ายตายเกิด ในภพน้อยใหญ่นา ๆ
ไร้จุดหมายปลายทางเลยว่ามาสิ้นสุดตรงไหน ไม่ว่าตถาคตนี้จะมีเพิ่มอีกเท่าใด
กิเลสตัณหาภายในใจ คงไม่เหือดหายเที่ยงแท้แน่นอน
ถ้าไม่รับธรรมช่วยถอดถอน แน่นอนสิ้นทางบรรเทา
มีแต่นับวันอับเฉา เหมือนดังไฟเร้ารุมสุมอยู่ตลอดเวลา
ตายเกิดมีทุกข์ติดมา ก่อเป็นแผ่นมั่นคงแน่นหนา ทั้งก่อกวนยั่วยวนทุกท่า
เชื้อไฟกิเลสตัณหา พาหลงพะวงเรื่อยมา อุราหลงปลื้มลืมตน
แม้นรับธรรมใส่กมล บำเพ็ญต้องพ้นทุกข์สักวัน
แม้รับธรรมรับธรรมใส่กมลต้องหมดสิ้นทุกข์สักวัน
อันนักปราชญ์ฉลาดอาจหาญ ไม่นิ่งนอนเนิ่นนานดักดานหลงผิดติดจอดจม
.....

สัตว์โลกจำนวนมากไม่ค่อยมีผู้สนใจกับทุกข์ ที่เป็นอยู่กับตัวตลอดมาว่า
เป็นสิ่งที่ทรมานและเสียดแทงร่างกายจิตใจเพียงใด
สัตว์โลกอาภัพ เพราะโรคกิเลสตัณหาภายในใจเบียนเบียดเสียดแทง
ทำให้เป็นทุกข์แบบไม่มีจุดหมายว่า จะหายได้เมื่อใด
....

Thursday, December 01, 2005

เทวทูต ๔

สิ่งที่ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบวชคือ เทวทูต ทั้ง ๔ ได้แก่ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และ สมณะ ตั้งแต่ท่านประสูติ จนกระทั่งอายุ ๒๙ ปี ท่านไม่เคยได้เห็นสิ่งเหล่านี้เลย ด้วยพระบิดาเกรงว่าท่านจะสละราชบัลลังค์ออกบวชตามคำทำนายของท่าน โกณฑัญญะ ที่ทำนายไว้ในวันตั้งพระนามของพระกุมารว่า พระกุมารของพระองค์จะออกบวช เมื่อเจอ เทวทูตทั้ง ๔ อย่างแน่นอน ท่านก็เลยจัดให้เจ้าชายอยู่ในปราสาท ๓ ฤดู ได้รับแต่ความสะดวกสบาย มีนางสนม และคนรับใช้ล้วนเป็นวัยหนุ่มสาว ไม่มี คนแก่ คนป่วย คนตาย ให้ท่านเห็นเลย ชีวิตท่านก็เลยอยู่แต่กับความสุขสบายตลอดมา จนกระทั่งวันหนึ่ง ท่านเข้าไปในเมืองและได้เห็นเทวทูตทั้ง ๔ ด้วยบารมีที่บำเพ็ญมานับแสนล้านชาติจนเต็มเปี่ยม พร้อมจะบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ทำให้ท่านเห็นทุกข์ ของ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย อย่างสุดจิตสุดใจ ถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับพยายามดิ้นรนหาทางออกจากทุกข์เหล่านี้ ไม่เหมือนคนบารมีอ่อน ๆ อย่างเราท่าน ที่เห็นแล้วเห็นอีก ไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้มีความสะทกสะท้าน เห็นภัยของวัฏฏะเลยแม้แต่น้อย

ถ้าจะให้เปรียบเทียบคงเสมือนไฟกำลังไหม้บ้าน พอท่านรู้ว่าเป็นไฟ เจ้าชายสิทธัตถะท่านร้อนรนพระทัย ดิ้นรนขวานขวายหาทางออก ให้หลุดพ้นจากกองเพลิงซึ่งจะไหม้มาถึงตัวเองสักวัน ส่วนพวกเรานั้นยังนั่งสบายอารมณ์ กินข้าว ดูหนัง ฟังเพลง เหมือนไม่มีอะไรจะเกิดขึ้น ทั้ง ๆ ที่ไฟกำลังลุกลามเข้ามา และจะมาถึงตัวเราในวันหนึ่งข้างหน้าอย่างแน่นอน มิหนำซ้ำยังมีเสียงจากพระพุทธเจ้า และพระอริยสาวกทั้งหลาย ที่ท่านอุตส่าห์บอกเตือนมาด้วยความเมตตาสงสาร แต่พวกเราก็ดูเหมือนจะไม่สนใจและใส่ใจอะไรเลย

เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา ต้องไปช่วยงานศพปู่ ตอนที่ไปรับศพของปู่ออกมาจากห้องดับจิต ยืนมองศพท่านแล้วมันสะเทือนใจ และเศร้าใจมาก สาเหตุที่เศร้าไม่ใช่เพราะเสียปู่ไป แต่เศร้ากับตัวเอง ว่าสักวันเราก็จะลงไปนอนอยู่อย่างนั้น แล้วเราจะไปไหน มันเป็นอะไรมี่มืดสนิทมองไม่เห็นอะไรเลย พอ ๆ กันกับมองไปข้างหลัง เพื่อจะดูว่าก่อนเราจะเกิดเรามาจากไหน ก็เห็นแต่ความมืดพอ ๆ กัน เป็นลักษณะ มืดมา มืดไป และก็คงเป็นมานับแสนล้านครั้ง จนนับไม่ถ้วนแล้ว เรายังจะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้อีกต่อไปหรือ

หลังจากนั้นก็เดินทางไปแจ้งข่าวให้ญาติผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นรุ่นราวคราวเดียวกันกับปู่ให้ทราบ เห็นแต่ละท่านแล้ว ยิ่งตอกย้ำความสลดสังเวชในชีวิตเข้าไปอีก สภาพร่างกายก็แย่ ป่วยออด ๆ แอด ๆ แค่จะเดินเหินยังลำบาก ส่วนลูกหลานก็ยุ่งอยู่กับงานของเขา ต้องอยู่ไปตามประสาคนแก่ เหมือนนั่งรอวันตาย เพื่อที่จะเดินไปหาความมืดซึ่งเดาไม่ออกเลยว่า สภาพข้างหลังม่านแห่งความตายที่รออยู่นั้นเป็นอย่างไร เราจะต้องแก่แล้วก็จะเป็นแบบนี้หรือ

ความทุกข์ที่เห็นวันนี้ บวกกับความทุกข์ที่เราเห็นจากการเจริญสติอยู่ตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะขยับซ้าย ขยับขวา เดี๋ยวหิว เดี๋ยวเมื่อย เดี๋ยวปวดหัว เดี่ยวปวดอุจจาระ เดี๋ยวปวดปัสสาวะ เดี๋ยวกลุ้มใจ เดี๋ยวกังวลเรื่องอนาคต ฯลฯ สรุปออกมาได้ประโยคเดียว คือ "ชีวิตนี้มันทุกข์ชัด ๆ" ชีวิตนี้มันเต็มไปด้วยทุกข์ ส่วนทางข้างหน้าที่รออยู่ก็ล้วนแล้วแต่ทุกข์ ทุกข์นี้เป็นความจริง ซึ่งเป็นหนึ่งในอริยสัจ ๔ หรือจะเรียกว่า ความจริงของพระอริยะก็ได้เช่นกัน

จิตใจย้อนมาคิดถึงเทวทูตทั้ง ๔ ที่พระพุทธเจ้าท่านเห็น ไม่บังอาจจะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับท่านว่าเราเห็นและรู้สึกเหมือนท่าน เอาแค่ความรู้สึกส่วนตัวนั้น เราเห็นอย่างประจักษ์ชัดแล้วว่าชีวิตนี้มันทุกข์จริง ๆ คงถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจหนัก ๆ ในชีวิตอีกครั้งแล้ว ว่าจะเดินเส้นทางสายสมณะเพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์ให้แจ้ง หรือจะปฏิบัติไปเรื่อย ๆ ตามยถากรรมปล่อยให้ชีวิตลอยตามกระแสสังคมอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แล้วก็จะไปตายทิ้งในวันหนึ่งข้างหน้าเหมือนที่คนอื่นเขาเป็นกัน

ตอนเย็นกลับบ้านไปนั่งคุยกับแม่หลายเรื่อง และก็ถามแม่อย่างจริง ๆ จัง ๆ ว่า การมีลูกมีครอบครัวนั้นดีหรือเปล่า แม่ตอบทันทีและหนักแน่น อย่างเต็มปากเต็มคำว่า "ไม่ดี มันลำบาก"

แม่ของเรานั้นเลี้ยงลูกด้วยความรักและเอาใจใส่ด้วยดีเสมอมา ตอนเด็ก ๆ แม่จะหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดเหงือก และฟันน้ำนม หลังจากดื่มนมเสร็จ เพราะกลัวว่าปากและฟันของลูกจะไม่สะอาด เวลาจะอาบน้ำต้องไปปิดหน้าต่างของบ้านให้หมด กลัวว่าลูกจะโดนลม แล้วไม่สบาย ไม่ได้ทำอะไรมักง่ายเหมือนคนอื่น ๆ เขา ลูกทั้งสามคนก็เติบโตมา สุขภาพแข็งแรง นิสัยอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่เหลวไหลเสเพล เรียนจบมหาวิทยาลัยของรัฐ ในคณะที่มีหน้ามีตาของสังคม ทุก ๆ คน ไม่น่าเชื่อเลยว่าแม่จะบอกว่าการมีลูกนั้น "ไม่ดี" แล้วยิ่งมองออกไปข้างนอก เห็นชาวบ้านเขาเดือดร้อนเพราะลูกเกเร หาที่เรียนไม่ได้ เรียนไม่จบ ติดยา เมาเหล้าประสบอุบัติเหตุ พิกลพิการ ฯลฯ เขาจะลำบากและทุกข์แค่ไหน

เช้าวันรุ่งขึ้นไปนั่งคุยกับย่า ก็ถามคำถามเดียวกันอีก คุณย่าตอบแบบสรุปให้ฟังรวบยอดไปเลยว่า ไม่ต้องแต่งงานมีลูกมีเมียหรือมีสามีหรอกมันลำบาก ถ้าเป็นไปได้ไปบวชเลย จะดีที่สุด ถ้าจะมารอบวชตอนแก่มันลำบาก นั่งก็ปวด ลุกก็ปวด จะภาวนาอย่างเข้มข้นก็ทำไม่ได้ เพราะร่างกายมันไม่อำนวย ไม่เหมือนวัยหนุ่มสาวที่มีกำลังพอจะทำได้ แล้วย่ายังทิ้งท้ายด้วยว่า สิ่งที่สำคัญคือ ต้องหาอาจารย์ดี ๆ ด้วย เพราะท่านจะได้แนะนำได้ถูก ไม่หลงทาง ไม่งั้นเดี๋ยวลำบากเปล่า ๆ

คนที่มีประสบการณ์ผ่านโลกมา ๕๓ ปี กับ ๗๓ ปี ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันอย่างหนักแน่นขนาดนี้ เราควรจะใส่ใจให้มาก ว่าเรายังจะปล่อยให้ตัวเองกลิ้งไปตามทางที่ท่านผ่านมาแล้ว และยืนยันว่ามันไม่ดีอยู่อีกหรือ และองค์ประกอบความพร้อมหลายอย่างก็ดูสมควรตามเหตุผล จิตที่เดินทางมาก็คิดว่าถูกทางแล้ว ญาติพี่น้องส่วนใหญ่ก็เห็นสมควร อาจารย์ที่ดีก็มีแล้ว อะไร ๆ ในโลกที่เคยคิดเคยหวังว่าอยากจะได้ จิตก็แทบจะไม่ดิ้นรนอะไรแล้ว เหลือเพียงปัญหาและภาระเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นที่ต้องจัดการให้เสร็จ คงใช้เวลาไม่นานนัก

เหตุผลอีกอย่างที่ทำให้ต้องรีบทำเมื่อมีโอกาสก็คือ คนในสังคมนี้มีหลายคนที่ไม่มีสิทธิ์ที่จะทำแบบนี้กันได้ทุกคน เวลาเราเดินไปเห็นคนที่เขาไม่มีแม้แต่สิทธิ์ที่จะทำแล้วมันก็สะกิดใจเราทุก ๆ ครั้งไป เช่นเวลาเดินไปเห็นคนพิการแขนขาด ขาขาด ก็จะคิดว่าโชคดีที่เราไม่เป็นแบบนั้น โชคดีที่เราไม่ได้เป็นเอดส์ โชคดีที่เราไม่ได้ปากเบี้ยวปากแหว่ง โชคดีที่เราไม่ได้ปัญญาอ่อน โชคดีที่เราไม่ได้ติดคุก โชคดีที่เราไม่ได้เป็นอัมพาต โชคดีที่เราไม่ได้เป็นกะเทยเกิดมาผิดเพศ โชคดีที่เราไม่ตาบอด โชคดีที่เราไม่หูหนวก โชคดีที่เราไม่ได้เกิดเป็นเดรัจฉาน ฯลฯ เพราะสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าเราเป็นแม้แต่อย่างเดียวก็หมดสิทธิ์ที่จะเดินเส้นทางสายสมณะ ถ้าวันหนึ่งเราเกิดพลาดมีอะไรเกิดขึ้นกับเราก็เป็นอันหมดสิทธิ์ ถ้าวันนั้นมาถึงเราจะไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะตัดสินใจเลือกว่าจะไปหรือไม่ไป

คำถามสำหรับตัวเองวันนี้ไม่ได้ถามว่า จะไปหรือไม่ไปดี แต่เป็นคำถามที่ว่า จะไปให้เร็วที่สุดเมื่อไหร่ดี

Tuesday, November 29, 2005

ผ่อนอาหาร

ตั้งแต่ลาสิกขามาจนถึงวันนี้ น้ำหนักขึ้นมาประมาณ ๑๐ กิโลกรัม รู้สึกว่าอึดอัด และก็ขี้เกียจ การกินเยอะก็จะนอนเยอะ ชักจะเหมือนหมูเข้าไปทุกวัน ก็เลยเริ่มลดอาหาร กินเฉพาะตอนเช้า แล้วไม่กินอะไรอีกเลยนอกจากน้ำเปล่า และตอนเย็นก็กินน้ำส้มคั้น โดยคั้นเอง บ้างในบางวัน

วันสองวันแรกตอนเย็น ๆ จะรู้สึกหิวเพราะร่างกายมันเคยชิน แล้วความหิวมันก็กระเทือนขึ้นมาถึงจิต ทั้ง ๆ ที่ความหิวกับจิต มันคนละอันกัน จิตก็จะดิ้นรนอยากกินนู่นอยากกินนี่ มันทนไม่ได้ มันไม่ชอบสภาวะแบบนั้น อะไรของมันก็ไม่รู้แค่นี้ก็จะเป็นจะตาย แต่ไม่ยอมทำตามมัน สุดท้ายก็ไม่เห็นมันเป็นอะไร มันมีแต่จะหาเหตุผล อ้างนู่น อ้างนี่ อ้างว่าต้องทำงาน ใช้พลังงาน เดี๋ยวไม่มีแรง เดี๋ยวสมองเสื่อม มีแต่กิเลส ห่วงตัวเองทั้งนั้น

วันที่ ๓ - ๔ เริ่มสบายตัวขึ้นมาก ตัวเริ่มเบา ไม่อึดอัด แล้วก็ไม่ค่อยรู้สึกหิวด้วย เพราะร่างกายเขาปรับของเขาได้แล้ว

ผ่านไป ๗ วัน น้ำหนักหายไป ๓ - ๔ กิโลกรัม ร่างกายก็เบาสบาย ไม่วุ่นวาย กับอาหารการกินเหมือนแต่ก่อน เดี๋ยวข้าวเที่ยง เดี๋ยวข้าวเย็น เดี๋ยวขนม เดี๋ยวน้ำหวาน วุ่นวายไปหมด อยู่แบบนี้สบายดี ว่าจะทำอย่างน้อยซักหนึ่งเดือน แต่ถ้าทำได้ตลอดไปคงจะดีมาก

Monday, November 28, 2005

คุณปู่สิ้นบุญ

วันนี้เวลาประมาณ ๑๗ นาฬิกา ๔๕ นาที ปู่ได้เสียชีวิตลงที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ครั้งสุดท้ายที่เห็นหน้าปู่คือ วันที่ ๓ มกราคม ๒๕๔๘ ตอนนั้นเราบวชแล้วเดินทางไปหาปู่ตั้งใจว่าจะไปสอนธรรมะ เหมือนกับที่สอน ย่า ตา ยาย แต่ก็ไม่ได้ผลเพราะปู่ท่านความจำเริ่มเสื่อมไปเสียแล้ว คุยกันไปแป็บเดียวก็จำไม่ได้ และล่าสุด วันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๔๘ ที่ผ่านมาได้ทราบข่าวว่าท่านอาการหนักหลังจากเข้าโรงพยาบาลมา ๓ - ๔ วัน และสุดท้ายก็มาเสียชีวิตวันนี้ ต้องวางอุเบกขา เพราะไม่รู้จะช่วยท่านได้ยังไง จนปัญญาของเราจริง ๆ

จิตใจนั้นไม่กระทบกระเทือนเท่าไหร่นัก เพราะทราบอาการของปู่มาเป็นระยะแล้ว และจิตใจมันก็พอที่จะเข้าใจธรรมชาติของความตายพอสมควรแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ มันย้อนมาหาตัวเองว่า ถ้าสมมุติเราตาย วันนี้ ตอนนี้เหมือนกับปู่ จะเป็นยังไง คนทั่ว ๆ ไปเวลาตายก็ไม่รู้ว่าจะไปไหน จิตใจก็โดนแรงแห่งกรรมส่งไป ส่วนเจ้าตัวนั้นไม่รู้เรื่องอะไรเลย กลิ้งไปเหมือนลูกบอลที่โดนกรรมเขาเตะไปซ้ายที ขวาที ข้างล่างที ข้างบนที

ช่วงนี้ได้รับข่าวจากคนรอบข้างค่อนข้างเยอะ พี่สาว กับ เพื่อนก็พึ่งคลอดลูก น้องที่รู้จัก กับเพื่อนอีกคน ก็พึ่งแต่งงาน เพื่อนอีกคนก็กำลังจะรับปริญญา ญาติที่รู้จักก็ป่วยมาเป็นปี สุดท้ายก็ได้ข่าวว่าปู่เสียชีวิต ครบทุกสูตร เลย ตั้งแต่เกิด เรียนจบรับปริญญา แต่งงาน มีลูก แก่ แล้วก็ตาย ชีวิตมันมีเพียงแค่นี้เองหรือเนี่ย ชีวิตเกิดมาดิ้นรนกันไปสุดชีวิต แล้ววันหนึ่งก็มาตายทิ้งกันไปเฉย ๆ ดิ้นรนแทบตาย ดิ้นเพื่อจะไปตายข้างหน้านี้เอง เห็นแล้วก็เกิดความสลดสังเวชใจในชีวิตมนุษย์ของเราที่ดิ้นรนวุ่นวายอยู่ไม่หยุดหย่อน เส้นทางสายนี้ทำไมมันรันทดเช่นนี้

ไปอีกทางดีมั๊ย ทางสายเอกที่พระพุทธองค์ท่านประทานไว้ "มหาสติปัฏฐาน"

Monday, November 14, 2005

สติหายไปไหน

สี่ห้าวันที่ผ่านมา สติไม่ค่อยดี กว่าจะรู้สึกตัวแต่ละครั้งใช้เวลานานมาก บางครั้งไปอยู่ในโลกของความคิดเป็นชั่วโมง กว่าจิตจะถอยขึ้นมารู้สึกตัวแต่ละครั้ง วันนึงได้แค่ร้อยกว่าครั้งเองมั๊ง ปกติไม่น้อยและทิ้งระยะนานขนาดนี้ เหตุปัจจัยคืออะไรก็ยังไม่รู้ ท่านอาจารย์เคยสอนว่า ถ้าทำอะไรแล้วสติเกิดเองบ่อย ๆ ให้ทำอันนั้นบ่อย ๆ ปกติถ้าผมล้างจานสติจะเกิดดี แต่เสียดายจานที่บ้านมีไม่ค่อยเยอะล้างแป็บเดียวก็หมด บางคนเขาเดินห้างแล้วสติเกิดดี ก็ไปเดินห้างบ่อย ๆ บางคนนั่งรถเมล์แล้วสติเกิดดีก็ไปนั่งรถเมล์บ่อย ๆ ส่วนอะไรที่ทำแล้วสติหายไปนาน ๆ ไม่ควรทำ เช่นนั่งดูละครแล้วจิตหายไปในจอทีวีเป็นชั่วโมงเลยอันนั้นไม่ควร แต่บางคนเขาดูทีวีแล้วสติเกิดดีก็มี ไม่เสมอไป แล้วแต่จริต

แต่ที่แน่ ๆ คือมันเป็นอนัตตาแน่นอน เพราะเวลามันจะดี มันก็ดีของมันเอง เวลามันจะหายมันก็หายของมันเอง ควบคุมให้อยู่ใต้อำนาจของเราไม่ได้เลย (แล้วเรานี่ใครหว่า? ในเมื่อเรามันไม่มี)

Thursday, October 20, 2005

อาจารย์ให้พร อันเป็นมหามงคล (ครั้งที่ ๕)

ออกเดินทางจากโคราชตั้งแต่เย็นเมื่อวานพร้อมกับแม่และน้องชาย ระหว่างการเดินทางได้เปิดเพลงประวัติหลวงปู่มั่นให้แม่และน้องชายฟัง และก็พยายามอธิบายนิด ๆ หน่อย ๆ พอไปถึงกรุงเทพฯ ก็เข้าไปพักกับน้องสาว ตอนเช้าตื่นตี ๔ เดินทางไปกาญจนบุรีตั้งแต่เช้า วันนี้ตั้งใจจะไปใส่บาตรท่านอาจารย์ให้ได้ แต่ก็ไม่ทันอีกแล้ว คิดว่าท่านคงบิณฑบาตกลับมาแล้ว แต่ก็ยังดีหน่อยที่ได้ถวายอาหารที่เตรียมมา

วันนี้มาทันช่วงเช้าเป็นครั้งแรกพอเริ่มต้น แต่ละคนก็ถามใหญ่ ดูคำถามแต่ละคนใช้ได้ทีเดียว หลายคนเก่งทั้งปริยัติ ทั้งปฏิบัติ เราก็ไม่ได้คุยกับท่านเพราะเวลาไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ วันนี้ท่านอาจารย์อธิบายเรื่องจิตขณะเขาปฏิวัติตัวเองหรือพลิกภูมิ จนกระทั่งถึงขณะจิตที่เขาแหวกโมหะ แล้วปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง ให้กลับไปอยู่กับธรรมชาติ จักรวาล ไม่ยึดถือเอามาเป็นของตนอีกต่อไป สำหรับผมเป็นธรรมเทศนาที่ลึกซึ้งมาก และท่านก็เสริมอีกว่าบางครั้งจิตมันเจ้าเล่ห์มาก เราปฏิบัติไปเหมือนก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ จู่ ๆ วันนึงมันแสดงละคร หลอกเราก็มี แสดงเป็น ฉาก ๆ หลอกเราว่าเราได้ขั้นนั้นขั้นนี้ ต้องระวังให้ดีเดี๋ยวโดนมันหลอกเอา หลายคนมาที่นี่นึกว่าตัวเองได้ขั้นนั้นขั้นนี้มีอยู่หลายคน แล้วท่านก็ให้พรฉันอาหาร

หลังจากนั้นก็มานั่งกินข้าวกับเพื่อน ๆ ด้านล่าง ก็เลยถามน้องสองคนว่ารู้เรื่องหรือเปล่า ทั้งสองคนตอบเหมือนกันว่าไม่รู้เรื่องเลย เพราะไม่มีความรู้ธรรมะติดหัวมาเลยแม้แต่น้อย นี่เป็นปัญหาที่สำคัญของสังคมไทยอีกแบบ เด็กโตมาจนมีอายุขนาดนี้ (มากกว่า ๒๐) แน่นอนชีวิตต้องมีปัญหาและความทุกข์ แต่เครื่องมือสำคัญในการจัดการกับทุกข์ ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านประทานไว้ แทบจะไม่มีอยู่ในมือของคนไทยเอาเสียเลย ก็เลยต้องปล่อยให้จิตใจกลิ้งไป ตามแรงกระทบกระทั่งของอารมณ์ต่าง ๆ โดนซ้ายทีขวาที ไม่มีอะไรพอที่จะไปแก้ไขรับมือหรือต่อกรได้เลย ก็เลยบอกน้องว่าสงสัยอะไรให้ถามอาจารย์เลย น้องเขาก็บอกว่าเขาไม่รู้อะไรเลย และก็ไม่เคยปฏิบัติธรรมมาก่อนเลย ผมก็บอกว่าไม่เคยปฏิบัติก็บอกอาจารย์ว่าไม่เคยปฏิบัติ

ช่วงสายอาจารย์ก็เริ่มถามว่าแต่ละคนภาวนาเป็นอย่างไรบ้าง พอมาถึงเรา เราก็ถามอาจารย์ในเรื่องที่สงสัยคือเรื่องศีล ว่าศีลตัวเองบริสุทธิ์พอหรือยัง จะรู้ได้ยังไง เรายกตัวอย่างเช่นตอนเช้าเราอาบแล้วมดอยู่บนพื้นห้องน้ำมันตายถือว่าศีลเราด่างพร้อยหรือเปล่า อาจารย์ก็ถามว่าเรามีเจตนาหรือเปล่า ถ้าไม่มีเจตนาศีลก็ไม่ขาด เพราะไม่ครบองค์ประกอบ องค์ประกอบที่ทำให้ศีลข้อ ๑ ขาด จะต้องประกอบด้วย ๕ อย่างคือ ๑. รู้ว่าสัตว์มีชีวิต ๒. สัตว์นั้นมีชีวิตจริง ๆ ๓. มีเจตนาที่จะฆ่า ๔. ได้ลงมือฆ่า ๕. สัตว์นั้นได้ตายเพราะการฆ่า ถ้าไม่ครบทั้ง ๕ ข้อนี้ ก็ไม่ถือว่าศีลขาด ท่านถามเราว่า เรามีเจตนาจะอาบน้ำหรือจะทำให้มดเปียกน้ำ เราก็ตอบว่าเราจะอาบน้ำ แล้วท่านก็เล่าให้ฟังว่าท่านก็เคยเป็นเหมือนกัน ตอนสมัยไปอยู่วัดป่าพอจะอาบน้ำกลัวมดเปียก ท่านก็หนีไปอาบที่อื่น พระรูปหนึ่งก็มาบอกท่านว่า เป็นลักษณะของการวิตกกังวลในศีลเกินเหตุ (ท่านบอกภาษาบาลีด้วยแต่ผมจำไม่ได้) ศีลมีไว้ให้รักษาแล้วรู้สึกสบายไม่เกิดการเบียดเบียน ไม่ใช่รักษาศีลแล้วอึดอัด แต่ท่านก็สรุปตอนท้ายว่า แล้วอย่าไปเจ้าเล่ห์เด็ดขาด ทำเป็นแกล้งไม่มีเจตนา แต่มือไปโดนตายเอง อะไรแบบนั้นไม่ได้ แล้วท่านก็บอกให้เราทำสมถะบ้าง สวดมนต์ไหว้พระ ในถานะที่พระพุทธเจ้าท่านเป็นครูของเรา เราเป็นศิษย์มีครูต้องกราบไหว้ท่านซึ่งถือเป็นบรมครูเพื่อแสดงความเคารพ เป็นผู้กตัญญูรู้คุณ เสร็จแล้วก็นั่งสมาธิบ้าง เดินจงกรมบ้าง นิด ๆ หน่อย ๆ วันละ ๑๕ - ๒๐ นาที ไม่ต้องทำมาก แล้วอย่าไปตั้งสัจจะ ว่าจะนั่ง ๓ ชั่วโมง เดินจงกรม ๓ ชั่วโมงอะไรแบบนั้น ให้ทำนิด ๆ หน่อย ๆ ก็พอ (สงสัยท่านรู้ว่าเราไม่ค่อยทำสมถะ และก็เป็นคนขี้เกียจแน่เลย)

ก็เลยกราบเรียนท่านเรื่องปฏิบัติว่าเมื่อก่อนจะมีคำถามผุดขึ้นในใจบ่อย ๆ ว่า "ตอนนี้รู้สึกตัวอยู่หรือเปล่า" แต่ก่อนจะติดตรงนี้มากคือจะสงสัยว่าตัวเองรู้สึกตัวอยู่หรือเปล่า แต่เดี๋ยวนี้ไม่ติดแล้ว เพราะพอจิตมันสงสัยแบบนี้ขึ้นมา จะตอบสวนมันไปทันทีว่า "ตอนนี้มึงหลงอยู่ มึงกำลังสังสัยอยู่ มึงไม่ได้รู้สึกตัว" แล้วความสงสัยก็จะหายไปอย่างรวดเร็ว ท่านก็แนะนำให้รู้ทันจิตที่สงสัยไปเลย (ตรงนี้เวลาปฏิบัติจริงไม่ใช่เรื่องง่าย)

ในขณะที่ท่านกำลังตอบคำถามคนอื่นอยู่นั้น เราก็นั่งฟังไปรู้สึกตัวไปเรื่อย ๆ แบบมั่ว ๆ ตามที่ตัวเองทำมา เพราะไม่รู้ว่าอันที่ถูกนั้นมันเป็นยังไง (อาจารย์เคยแนะนำว่าให้รู้อันที่ไม่ถูกทั้งหมดเดี๋ยวมันจะถูกเอง) แล้วจู่ ๆ อาจารย์ก็หันมาหาเราแล้วก็พูดว่า "เมื่อกี้นี้ถูกนะ ตอนที่เผลอ ๆ แล้วมันรู้สึกตัวขึ้นมาเองโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ" เกิดมาไม่เคยได้ยินว่าตัวเองทำถูกมาก่อน และก็ไม่คิดว่าจะได้ยินด้วยซ้ำ เพราะยังมั่วอยู่มาก เราก็พยายามย้อนนึกไปดูว่า ไอ้จิตแบบเมื่อกี้ที่อาจารย์ท่านบอก มันตอนไหน เพราะมันจำไม่ได้ มันเกิดความสงสัยแล้วก็พยายามย้อนค้นหาไปในความจำว่าสภาวะเมื่อกี้ที่อาจารย์ท่านบอกมันคือตอนไหน แต่มันก็ไม่รู้มันหาไม่เจอ แล้วอาจารย์ก็พูดว่า "ตอนนี้ไม่ใช่แล้วนะ แต่เมื่อกี้นี้ใช่ ตอนนี้คิดอยู่รู้มั๊ย" ไม่รู้หรอกครับเพราะมันจะหาให้ได้ว่าไอ้จิตแบบเมื่อกี้นี้มันเป็นยังไง สุดท้ายก็หาไม่เจอก็เลยปล่อยมันทิ้ง ช่างหัวมัน แล้วอาจารย์ก็คุยกับคนอื่นต่อ ส่วนเราก็แอบปลื้มหน่อย ๆ ในที่สุดก็ถูกซักครั้ง

แล้วอีกช่วงอาจารย์ก็หันมาถามเราว่า "ตอนนี้ทำอะไรอยู่" เราก็ดูตัวเองเห็นเป็นว่าง ๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าง เพียงแต่มันไม่มีความคิดที่เป็นคำ ๆ หรือเป็นประโยค พูดแจ้ว ๆ เหมือนปกติที่มันเป็น แต่เราก็ไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรอยู่ จะตอบอาจารย์ว่าทำอะไรอยู่ก็ตอบไม่ได้เพราะมันไม่รู้ มันเป็นสภาวะที่แปลกมาก นั่งดูจิตตัวเองอึ้งอยู่นาน ตอบอาจารย์ไม่ได้ อาจารย์ท่านก็เลยยิ้มเบา ๆ แล้วก็พูดว่า "กำลังคิดอยู่รู้หรือเปล่า" อะไรนะแบบนี้ก็เรียกคิดเหรอ มันเป็นสภาวะคิดที่แปลกมาก มันคิดแบบไม่มีคำพูดก็ได้หรือนี่ ประหลาดจริง ๆ ชักงงกับสภาวะแบบนี้กันใหญ่ ก็ไม่เข้าใจอยู่ดี สุดท้ายก็ปล่อยมันทิ้ง กลับมารู้สึกตัวแบบมั่ว ๆ แบบเดิมที่ตัวเองถนัดดีกว่า

แล้วช่วงสุดท้ายอาจารย์ก็หันมาทางเราแล้วก็บอกเราว่า เราเนี่ยภาวนาดีนะ เอ๊ะเราหูฝาดไปหรือเปล่า ฝาดไม่ฝาดก็ช่างมัน อาจารย์ท่านบอกว่าดี ก็รับไว้ก่อน ก็เลยตอบท่านว่า "ครับ" ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้หรอกว่าไอ้คำว่าภาวนาดีนี่มันดียังไงเพราะมันยังมั่ว ๆ อยู่เลย แล้วท่านก็ถามต่อว่า "จะบวชเมื่อไหร่" เราไม่เข้าใจคำถามว่าท่านหมายถึงตอนที่เราบวชครั้งที่แล้วหรือเปล่า ท่านก็เลยบอกว่า "อันที่แล้วก็แล้วไป อันใหม่นี่จะบวชเมื่อไหร" คำถามนี้ก็ไม่คาดคิดอีกเหมือนกัน แต่ใจก็ไม่ได้รู้สึกแปลกกับคำถามนี้ ก็เลยตอบท่านไปว่า ตั้งใจไว้ว่าจะบวชอยู่ครับ แต่ยังไม่ได้กำหนดว่าวันไหน ท่านก็ถามว่า "ยังมีบางอย่างติดค้างอยู่เหรอ" เราก็ตอบว่า ครับ ท่านก็บอกว่า "ก็จัดการให้เสร็จแล้วก็มาบวชซะ แล้วก็ทำให้จบในชาตินี้" ได้ยินคำนี้ไม่รู้จะบอกความรู้สึกว่าอย่างไรดี แล้วท่านก็พูดต่อว่า "ไม่ต้องรอชาติหน้า ชาติต่อไปหรอก" เกิดมาผมไม่เคยรู้สึกซึ้งถึงการรับพรเท่าไรนัก เพราะปกติเวลาทำบุญก็ไม่ได้ต้องการพรจากพระท่านอยู่แล้ว ทำไปถ้าได้มันก็ได้เองถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะไม่ได้ทำบุญเพื่อที่จะเอาอะไรอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเวลาพระท่านให้พรจิตผมจะเป็นธรรมดากลาง ๆ แต่สิ่งที่อาจารย์กล่าว ผมว่ายิ่งกว่าพร เป็นมหามงคล มหาพร ตั่งแต่เกิดมาคิดว่านี่เป็นพรที่ดีที่สุดในชีวิต ไม่มีอะไรมาเปรียบเทียบได้ ชาตินี้ผมจะทำจบจริงหรือไม่ก็ช่างมัน แต่ได้มาเจออาจารย์ที่ดี ๆ เก่ง ๆ มีเมตตาสูง อย่างนี้ท่านมาให้กำลังใจก็ถือว่าเป็นมงคลอันยิ่งของชีวิตแล้ว

บุญคุญที่ท่านมีต่อเราตั้งแต่วันที่เริ่มต้นภาวนาจนถึงวันนี้ ไม่รู้ตอบแทนอย่างไรถึงจะหมด สิ่งที่พอจะตอบแทนได้อย่างสมน้ำสมเนื้อคงไม่ใช่ข้าวของเงินทองหรือสิ่งอื่นใด นอกจากการ ปฏิบัติภาวนา เพื่อเป็นสิ่งบูชาที่ท่านอุตส่าห์ยอมลำบากลำบนสอนกว่าจะเข้าใจ ทำได้แต่ละขั้นแต่ละตอน

ส่วนน้องชาย น้องสาว และแม่นั้นท่านก็แนะนำให้ตามสมควร สำหรับผู้มาใหม่ ดูแล้วน้องชายจะเข้าใจเร็วกว่าคนอื่น ส่วนแม่นั้นยังติดในขั้นความคิดของตัวเองอยู่เยอะ ต้องถอดตรงนี้ออกให้ได้ก่อน ไม่งั้นคงไม่ถึงไหน

แล้วก็กราบลาท่านเดินทางกลับ วันนี้สติดีทั้งวัน มันดีจริง ๆ นะ ดีตั้งแต่ตื่นนอน จนกระทั่งไปวัด ขับรถกลับจนถึงโคราชมันดีตลอดทางเลยนะ ไม่น่าเชื่อ ไม่รู้ว่ามันดีเพราะนอนน้อย หรือดีเพราะท่านอาจารย์ให้กำลังใจกันแน่

วันนี้เป็นวันที่น่าจดจำอีกวันหนึ่งของชีวิต

Sunday, October 02, 2005

ธรรมะประสาย่าหลาน ในยุคไอที

ตั่งแต่เด็ก ๆ ย่าจะเป็นคนที่สอนธรรมะผม ย่าพยายามสอนผมว่าให้เป็นคนดี ให้อยู่ในศีลกินในธรรม ย่าสอนผมให้หัดภาวนา แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเหตุการณ์จะเปลี่ยนไป เหมือนกับย่าขึ้นบันไดไปอยู่ขั้นที่หนึ่งแล้วพยายามดึงให้ผมขึ้นบันไดไปด้วย พอผมขึ้นไปผมก็ก้าวขึ้นต่อไปไม่หยุดอยู่กับที่ ขึ้นไปขั้นที่สองขั้นที่สาม แต่พอหันกลับมามองดูย่าพบว่า อ้าว... ทำไมย่า ยังอยู่ที่เดิม

นับตั้งแต่ผมมาศึกษาอย่างจริงจัง อ่านหนังสือ อ่านพระไตรปิฎก และคิดพิจารณาตามเหตุตามผล ผมก็มารู้ว่าย่ายังเข้าใจพระพุทธศาสนาคลาดเดลื่อนไม่ตรงมุมที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเท่าไรนัก มีความคลาดเคลื่อนอยู่หลายจุด อีกทั้งการปฏิบัติตนนั้นก็ย่อหย่อนกว่าผมเสียอีก ยกตัวอย่างง่าย ๆ ศีลห้านั้นผมตั้งใจรักษาอย่างเต็มที่ไม่ให้ขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อย ส่วนย่านั้นยังขาดเป็นประจำอยู่ตั้งสองข้อก็คือ ฆ่าสัตว์เพื่อประกอบอาหาร และ มุสา เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ถึงอย่างไรย่าก็เป็นคนดีเมื่อเทียบกับคนทั่ว ๆ ไป

ด้วยเหตุที่อายุของย่าตอนนี้ก็ ๗๐ กว่าปีเข้าไปแล้ว คงมีเวลาเหลืออยู่ในโลกนี้อีกไม่นานนัก ขันธ์ก็เริ่มทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณเท่าที่กำลังพอจะทำได้ ผมจึงพยายามอย่างเต็มที่เพื่อที่จะทำให้จิตใจของย่ามีพัฒนาการมากกว่านี้ หรืออย่างน้อยถ้าปฏิบัติยังไม่ได้ก็ให้มีความเห็นที่ถูกต้องตามคำสอนของพระบรมศาสดา ผมพยายามสอนย่ามาหลายครั้งแต่ทุก ๆ ครั้งก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยสำฤทธิ์ผลเท่าไรนัก ตั้งแต่สอนคนมาทั้งหมดรู้สึกว่าสอนย่านี้ยากที่สุด การสอนคนที่ไม่ค่อยรู้อะไรเลยง่ายกว่าการสอนคนที่รู้มาแล้ว เพราะการสอนคนใหม่ ๆ เป็นการถ่ายทอดข้อมูล ความรู้ และความเห็น ไปให้เขาเท่านั้น แต่สำหรับคนที่มีความรู้มาแล้วเขาจะมี ทิฐิ คือความเห็น และ มานะ คือความถือตัวว่าตัวเองรู้แล้ว เข้าใจแล้ว จึงไม่ค่อยยอมลงใครง่าย ๆ ต้องงัดสารพัดวิธี สำหรับย่าแล้วผมพยายามทำทุกวิถีทาง ตั้งแต่สอนแบบธรรมดา เอาหนังสือมาเปิดอธิบาย บวชใส่ผ้ากาสวพัสตร์ อยู่ในเพศบรรพชิต เดินทางไปสอน เพื่อให้น้ำหนักของคำพูดมีมากพอที่จะไปเปลี่ยนแปลงความคิดเดิม ๆ รวมทั้งยกพระไตรปิฎกมาอ้างเพื่ออธิบายใจความสำคัญต่าง ๆ แต่ทุกครั้งก็ดูจะไม่สำฤทธิ์ผลเท่าไรนัก

จนกระทั่งครั้งสุดท้ายใช้คอมพิวเตอร์เปิดเพลงประวัติหลวงปู่มั่นที่ เพลิน พรหมแดน ท่านร้องไว้ พร้อมกับเปิดรูปของหลวงปู่มั่นค้างไว้ที่หน้าจอ แล้วพาย่านั่งฟังตั้งแต่ต้น ฟังไปเรื่อย ๆ ถึงตรงไหนสำคัญก็หยุดเพลงไว้อธิบาย เน้นใจความสำคัญ พอเข้าใจแล้วก็เปิดต่อ รู้สึกว่าวิธีนี้ความเห็นใหม่ ๆ ที่ถูกต้องจะแทรกเข้าไปในจิตใจของย่าได้ง่ายกว่า เพราะถ้าเปรียบเทียบกับคำพูดของเราอย่างเดียวนั้นไม่มีน้ำหนักมากพอ ส่วนประวัติของหลวงปู่มั่นนั้น จะว่าไปแล้วเหมือนแทนคำพูดขององค์หลวงปู่ท่าน แล้วเราเป็นเพียงผู้อธิบายขยายความเท่านั้น ปกติย่าของผมท่านมีความศรัทธาในองค์หลวงปู่มั่นอยู่แล้ว ก็เลยทำให้ทุกอย่างดูราบรื่นและสำฤทธิ์ผล


รูป หลวงปู่มั่น ที่เปิดให้ย่าดู
(ไฟล์ต่าง ๆ ที่ผมอ้างอิง สามารถดาวน์โหลดได้ที่ www.pupasoong.com ครับ)
(ใครไม่เคยฟังผมแนะนำอย่างยิ่งนะครับฟังซักรอบไม่เสียชาติเกิดครับ)

เริ่มบรรเลงด้วยดนตรี เสียงกลอง เสียงขลุ่ย เสียงระนาด เสียงปี่ และเครื่องเป่าต่าง ๆ ที่ผสมผสานอย่างลงตัว และเนื้อร้องก็เริ่มขึ้น "น้อมกาย ยอ กร ก้มกราบแนบแทบท้าวท่าน นพอภิวันหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระบูรพาอาจาริโย นอบน้อมมโนเทิดวันทาบูชายิ่งล้ำ อ่านดูข้อวัตร ประวัติผ่านมา แล้วยิ่งศรัทธาจนเกินไขคำ ฝังใจไม่ลืม ปลาบปลื้มดื่มดำ เหมือนได้ฟังธรรม สมัยไกลสุดแห่งพุทธกาล...."

เรื่องราวประวัติของหลวงปู่มั่นเริ่มตั้งแต่ท่านเกิดที่ไหน เมื่อไหร่ บุคลิกท่านเป็นอย่างไร ครอบครัวของท่านเป็นยังไง ท่านบวชอย่างไร จนกระทั่งได้ฉายาว่า ภูริทัตโต

แล้วก็ต่อด้วยเพลงที่สอง "บวชแล้วแน่แน่วศึกษา วิปัสสนากัมมัฏถานเพียรเฝ้า ไม่เว้นทั้งเย็นและเช้า สำนักอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ที่วัดเลียบเมืองอุบล เริ่มต้นอดทนหักโหม ไม่ลดละ ภาวนาพุทโธ น้อมมโนไม่นึกหน่าย เวียนพากเพียรจนได้ ใจนั้นเริ่มมั่นแน่นหนา สติคอยเตือนไม่ลางเลือนคำภาวนา...."

ท่านเริ่มภาวนาด้วยการบริกรรมพุทโธ ขณะอยู่กับหลวงปู่เสาร์ จนจิตรวมไปเห็นนิมิตต่าง ๆ เป็นเรื่องราว ยาวยืด นับไม่หวาดไม่ไหว จารไนยไม่หมดเพราะมันปรากฏเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด แตกต่างกันไป ไม่มีประมาณ ท่านติดนิมิตแบบนั้นอยู่ถึงสามเดือน จนกระทั่งสุดท้ายท่านรู้ว่าไม่ถูกทาง เพราะตอนที่อยู่ในสมาธินั้นรู้สึกว่าดี แต่พอออกจากสมาธิประเภทนี้ จิตใจกระทบกับอารมณ์ต่าง ๆ ก็หวั่นไหว เกิดความดีใจ เสียใจ รักชอบ เกลียดชัง ไปตามเรื่องของอารมณ์นั้น ๆ จิตใจไม่หนักแน่นไม่ต่างอะไรกับคนที่เขามิได้ภาวนามาเลย

ถึงตรงนี้ผมก็หยุดเพลงไว้เพื่ออธิบายเพิ่มเติม เพราะย่ามีความเข้าใจว่า วิธีการภาวนา ก็คือ นั่งหลับตาทำสมาธิ จนกระทั่งจิตลง (ไม่รู้ว่าจะลงไปไหนของท่าน) พอลงเสร็จก็จะเห็นธรรมเอง หรือถ้าไม่เห็นก็ให้ครูบาอาจารย์ท่านที่เก่ง ๆ สอนต่อไปในขั้นสูง ในบางครั้งก็จะไปสวรรค์ไปนรกได้ สุดท้ายก็จะไปนิพพาน ซึ่งอยู่เป็นขั้น ๆ เหมือนบันไดโดยนิพพานนั้นอยู่สูงกว่าสวรรค์ พรหมโลก คือขึ้นไปเรื่อย ๆ แล้วนิพพานอยู่ขั้นสูงสุด แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ก่อนอื่นท่านเข้าใจว่าต้องนั่งสมาธิให้จิตลงให้ได้เสียก่อน

เรื่องนี้ต้องนั่งอธิบายกันอยู่นาน พร้อมทั้งยกตัวอย่างในเพลงซึ่งมีเนื้อหาที่ถูกต้องอยู่แล้ว คือหลวงปู่มั่นท่านไม่อยากให้จิตมันรวมลงไป แล้วไปเห็นนิมิต เห็นนั่นเห็นนี่ หรือเที่ยวเร่ร่อนไปในที่ต่าง ๆ ซึ่งไม่มีประโยชน์ ท่านพยายามดึงให้จิตนี้อยู่แต่ในร่างกายเท่านั้นเพราะท่านเดินกายคตาสติ คือให้จิตมีสติอยู่ในกายเท่านั้น ตั้งแต่หัวลงมาจนถึงปลายเท้า ตัวท่านเองก็พยายามอย่างหนักเหมือนกันกว่าจะควบคุมให้จิตอยู่แต่ในกายได้ (ในที่นี้หมายถึงไม่ยอมให้จิตคิดฟุ้งซ่านต่าง ๆ นา ๆ ด้วย และต้องคุมกันอย่างนั้นตลอดเวลา ยกเว้นตอนหลับเท่านั้น) พร้อมกันนั้นผมก็อธิบายเพิ่มเติมว่า หลวงปู่มั่นท่านเคยอุปมาอุปไมยไว้ว่า ปกตินั้นคนทำไร่ทำนาเขาทำอยู่บนพื้นดิน ไม่ได้ขึ้นไปทำอยู่บนฟ้าบนอากาศ เขาจึงได้ดอกได้ผลผลิตมาฉันใด การภาวนานั้นก็เหมือนกัน ถ้าจะทำวิปัสสนากัมมัฏถาน ให้ได้ผล นั้นต้องทำที่ รูปนาม ก็คือ กายกับใจ ของเราฉันนั้น ไม่ใช่จะไปทำในนิมิต นิมิตเห็นสวรรค์ นิมิตเห็นนรก หรือนิมิตเห็นพระพุทธเจ้า เป็นต้น สุดท้ายผมสรุปให้ย่าฟังว่า หลวงปู่มั่นท่านเป็นคนฉลาดมาก ถ้าเป็นคนอื่นคงติดนิมิตเตลิดเปิดเปิงไปแล้ว แต่หลวงปู่มั่นท่านเป็นคนฉลาด ท่านมาเอะใจว่ามันไม่น่าจะถูก เพราะพอออกจากสมาธิมากระทบกับอารมณ์ภายนอก จิตใจกลับไม่มีความมั่นคงเอาเสียเลย หลวงปู่มั่นท่านบอกว่าอย่างนี้มันผิด แล้วทำไมย่าถึงพยายามที่จะทำให้ได้สิ่งที่ หลวงปู่ท่านบอกว่ามันผิด มันเป็นการส่งจิตออกนอก ซึ่งผิดหลักของการภาวนา

แล้วผมก็เปิดเพลงต่อฟังไป "ท่านทำใจ ไม่รอช้า ย้อนจิตเข้ามาพิจารณาในเรือนกาย ส่วนบน ส่วนกลาง โดยรอบ หน้าหลังและส่วนปลาย โดยมีสติติดไป ช่วยรักษา เดินจงกรมไปมา มากกว่าอิริยาบถอื่นใด ๆ แม้นั่งภาวนาไป เน้นเรือนกายเป็นอารมณ์ ..." ช่วงนี้เป็นช่วงที่หลวงปู่มั่นท่านเริ่มย้อนจิตเข้ามาพิจารณาในเรือนกาย จากข้างบนถึงข้างล่าง จากข้างซ้ายถึงข้างขวา จากข้างหน้าถึงข้างหลัง โดยมีสติติดไปช่วยรักษา ผมก็อธิบายเพิ่มเติมว่า ย่าเห็นหรือเปล่าว่าหลวงปู่มั่นท่านไม่ได้ส่งจิตออกนอกไปในนิมิตเหมือนก่อน และท่านก็ไม่ปล่อยให้จิตคิดนู่นคิดนี่ฟุ้งซ่านไปเรื่องอื่น ๆ ท่านพยายามให้จิตมันอยู่เฉพาะในกายเท่านั้น ซึ่งสาระสำคัญก็คือ คำว่า "โดยมีสติติดไป ช่วยรักษา" ก็คือไม่ปล่อยให้ใจเหม่อหรือเผลอเรอแต่อย่างใด โดยเน้นเดินจงกรม เพื่อบังคับให้จิตอยู่ในกายเท่านั้น ตลอดทั้งวัน ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งเข้านอน แล้วท่านก็ได้รับความสงบร่มเย็นด้วยวิธีนี้ ท่านจึงเริ่มแน่ใจว่าอุบายนี้เป็นทางที่ถูกต้อง แล้วท่านก็ใช้แนวทางนี้เป็นแนวทางในการพิจารณาต่อไป เพราะฉะนั้นถ้าย่าอยากภาวนาก้าวหน้าต้องทำเหมือนท่าน คือมีสติอยู่กับกาย กับใจ ตลอดเวลา ไม่ใช่จะไปนั่งหลับตาทำสมาธิมั่วไปเรื่อย โดยที่ไม่รู้ว่าทำไปทำไม

"... ได้ผลอันน่าชม ชื่นใจ จิตสงบลงเร็วไว อย่างง่ายดายผิดธรรมดา รู้ทันทีเลยว่าที่ทำมานี้ถูกทาง เมื่อจิตมันคงรวมลงไป ไม่เลื่อนไหล เร่ร่อนไปในที่ต่าง ๆ ท่านจึงแน่ใจ และถืออุบายนี้เป็นแนวทาง ไว้วางอย่างมั่นคง ไม่สงสัย ยึดเป็นอุบายที่ใช้นำ ดำเนินมา ไม่อาภัพนับว่าสมาธิเริ่มแน่นอน...."

แล้วท่านก็เริ่มออกธุดงค์และมีความมุ่งมั่นในการภาวนามาก ไม่ว่าท่านจะไปอยู่ที่ไหนท่านภาวนาไม่ลดละ และมีประโยคสำคัญอีกประโยคตรงนี้ก็คือ "ใจเป็นแกนสติตั้งคอยติดตาม" ผมก็หยุดเพลงแล้วเน้นให้ย่าฟังว่า นี่คือประโยคสำคัญที่ควรเอาใจใส่ คือให้มีสติอยู่กับใจ ตลอด นี่แหละคือการภาวนาของแท้ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาแล้วตัวเล็กตัวใหญ่ วูบ ๆ วาบ ๆ ตัวเบา ตัวหนัก หรือตัวลอยแต่อย่างใด

แล้วก็เปิดฟังอีกต่อไป... "พระอาจารย์มั่น แม้ท่านจะอยู่ที่ไหน ป่าหรือแหล่งแห่งหนใด เทิดธรรมวินัยนั้นอยู่เหนือเศียร มุ่งธรรมดำเนินมิเคยเหินห่างความเพียร ทุกข์โศกโรคร้ายใดมาเบียดเบียน สู้เพียรทรหดอดทน จะเคลื่อนจะไหว ใด ๆ ไม่เหม่อ สติกับใจไม่เผลอเรอ เหม่อลอยสับสน แม้กวาดลานวัด บิณฑบาต ขัดกระโถน ทำความรู้สึกในตน ไม่มีให้คลี่คลาย" พอถึงตรงนี้ผมก็หยุดเพลงไว้ แล้วเปิดซ้ำให้ย่าฟังอีกรอบ และเน้นคำว่า "จะเคลื่อนจะไหว ใด ๆ ไม่เหม่อ สติกับใจไม่เผลอเรอ เหม่อลอยสับสน แม้กวาดลานวัด บิณฑบาต ขัดกระโถน ทำความรู้สึกในตน ไม่มีให้คลี่คลาย" ตรงนี้ผมไม่ต้องอธิบายมากแล้ว เพียงแต่เน้นให้ย่าฟังให้ดี ๆ เอาใจใส่กับประโยคนี้ให้มาก ๆ แล้วผมก็บอกย่าว่า เห็นไหมว่าหลวงปู่มั่นท่านทำอย่างไร ท่านมีสติอยู่ตลอดทั้งวัน ไม่ว่าท่านจะทำอะไร แล้วผมถามย่าว่าทำได้หรือเปล่า สำหรับย่า ไม่ได้กวาดลานวัด ไม่ได้บิณฑบาต ไม่ได้ขัดกระโถน แต่ย่าทำกับข้าว หุงข้าว กวาดบ้าน รดน้ำต้นไม้ ย่าก็สามารถทำความรู้สึกในตนได้ ย่าจะเคลื่อนจะไหว ก็อย่าให้เหม่อ สติกับใจต้องไม่เผลอเรอ ไม่เหม่อลอย ของพวกนี้ย่าทำได้ มาถึงตอนนี้ย่าเริ่มเงียบฟังไม่พูดอะไร ผมก็เปิดเพลงต่อ "หลับแล้วตื่น ดึกดื่นรีบมา ลุกขึ้นล้างหน้า ล้างตาเร็วไว..."

เรื่องราวต่อมาเป็นเรื่องการเดินธุดงค์ของท่านที่ไปเจอเหตุการณ์ต่าง ๆ บางตอนออกแนวอภินิหาร ซึ่งคนส่วนใหญ่ฟังแล้วจะชอบตรงนี้ จิตใจจะสนใจตรงนี้เป็นพิเศษ ซึ่งแบ่งคนออกได้สองกลุ่มใหญ่ ๆ พวกแรกเป็นพวกที่ศรัทธาในหลวงปู่ และเชื่อในเรื่องอภิญญา ก็จะเชื่อและมีความตื่นเต้น สนุกสนาน ทึ่งในสิ่งที่ท่านทำได้ ส่วนคนที่ไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ หรือเฉย ๆ กับหลวงปู่มั่น ก็วิจารณ์ในแง่มุมที่ว่า เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้เป็นความจริงหรือไม่ เป็นไปได้หรือไม่ สำหรับผมเรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องที่ฟังไว้ประดับความรู้ ขึ้นอยู่กับบารมีของใครของมัน จะจริงจะเท็จก็เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลเท่านั้น เพราะประเด็นสำคัญของเนื้อธรรมไม่ได้อยู่ตรงนี้ แต่เป็นเรื่องของสติ เรื่องของทุกข์ และการพ้นทุกข์ เท่านั้นเอง

แล้วก็นั่งฟังต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงตอนพระอรหันต์มาสอนธรรมะหลวงปู่มั่นในสมาธินิมิต เหมือนอย่างที่เคยกล่าวมาแล้วผมไม่ไม่มานั่งถกเถียงกับคนอื่นให้เหนื่อยหรอกว่า พระอรหันต์ท่านมาจริงหรือไม่จริง ผมสนใจแค่เนื้อธรรมเท่านั้น ซึ่งผมว่าเป็นความจริงและเป็นประโยชน์เสียยิ่งกว่าสิ่งใด เนื้อหาที่สำคัญที่ผมเน้นให้ย่าฟังก็คือ "...ตั้งแต่เดินจงกรม เหมาะสมนั้นทำยังไง การเคลื่อนไหวใด ๆ ต้องมีสติตั้งประคอง การบิณฑบาต ขบฉัน และขับถ่าย การพูดจาปราศรัยใส่ใจปอง ควรมองและตรองให้ถ้วนถี่ อันถือเป็นอริยะประเพณี เคลื่อนไหวไปมาทิศทางใดก็ดี ต้องมีสติตามแทรกแทรงทุกแห่งหน" ผมหยุดเพลงไว้ตรงนี้เพื่ออธิบายต่อ คราวนี้ไม่ต้องอธิบายมากแล้ว เพราะท่านเริ่มเข้าใจ แล้วย่าก็พูดออกมาว่า นี่ขนาดตอนกิน ตอนเข้าส้วมก็ต้องมีสติหรือเนี่ย ผมก็บอกว่าใช่แล้ว เห็นไหมว่าหลวงปู่มั่นท่านทำยังไง ท่านมีสติ ตลอดเวลา ไม่เผลอไม่พลาดแม้แต่นิดเดียว

แล้วผมก็เปิดต่อจนถึงตอน "...การบำรุงรักษาใด ๆ ในโลกนั่น เยี่ยมยอดอนันต์ คือการรักษาใจตน ให้สูงจนพ้นภัย รู้ธรรมเห็นธรรมที่งามเชิดชูคือรู้ใจ มรรคผลนิพพานอำไพเกิดขึ้นที่ใจจงใฝ่ตรอง" ถึงตรงนี้ผมก็หยุดไว้ให้ย่าใคร่ครวญดูอีกทีว่า การรู้ธรรมนั้นจริง ๆ แล้วก็คือการรู้ใจของตนนั่นเอง ไม่ใช่การไปรู้เห็นสวรรค์นรก อนาคต อดีต กรรม หรือแม้กระทั่งใจของคนอื่น แล้วก็เปิดต่อตอนสุดท้ายของเพลง "...นี่คือธรรมที่สมควรยกย่อง อันวิไลใสผ่องขององค์พระศาสดา อันหาใดเทียมค่า มีหรือจะคู่ควร จงคิดใคร่ครวญ ทบทวนอยู่ทุกเวลา นี่คือธรรมที่สำคัญล้ำค่า จงพิจารณาธรรมที่ฝากเอาไว้ อีกในไม่ช้ากิเลสที่มาเผาไหม้ บอกให้ท่านมั่นใจจะหมดสิ้นไปอีกไม่นาน" แล้วผมก็กล่าวย้ำเพื่อให้ย่าตระหนักอีกรอบว่า นี่คือธรรมอันเยี่ยมยอดของพระพุทธเจ้า ธรรมอันเยี่ยมยอดของพระพุทธเจ้าอยู่ตรงมีสติ โดยเฉพาะ สัมมาสตินี่เอง ไม่ใช่อย่างอื่นเลย คนเกือบทั้งโลกขาดสติ (สัมมาสติ) ทั้งวัน ส่วนใหญ่มีแต่หลงไปข้างนอก ส่งจิตไปอยู่ในโลกของความคิด ส่งจิตไปดู ส่งจิตไปฟัง เป็นต้น ไม่เคยมีสติ กลับมาดูที่รูปนาม หรือ กายใจ ของตนเองเลย หลวงปู่มั่นท่านทำถูกทาง ท่านย้อนจิตเข้ามาพิจารณาในกายในใจของตน จนสุดท้ายท่านก็บรรลุมรรคผลนิพพาน ซึ่งมรรคผลนิพพานก็เกิดขึ้นที่ใจของท่านนั่นเองไม่ได้ไปเกิดที่อื่นเลย และการได้นิพพานก็คือการพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิง ความทุกข์ไม่สามารถเข้าไปเกาะจิตใจได้อีกตลอดกาล ไม่ว่ากรณีใด ๆ เพียงแค่นั้นเอง

หลังจากนั้นก็พาย่าเปิดข้ามไปยังเพลง "พุทโธหาย" เพราะย่าสงสัยว่าทำไมผมมาให้ย่า เจริญสติตามดูรูปนามกายใจ แต่หลวงปู่มั่นท่านสอนให้ชาวเขาท่องพุทโธ ผมก็อธิบายเบื้องต้นก่อนว่า การท่องพุทโธนั้น ย่าจะท่องก็ได้แต่ต้องรู้ก่อนว่าจะท่องทำไม การท่องพุทโธนั้นสามารถทำเป็นได้ทั้ง สมถะ และ วิปัสสนา การท่องเป็นสมถะ หมายถึงให้จิตอยู่กับพุทโธอย่างเดียว จนกระทั่งจิตหดตัวเข้ามาไม่แส่ส่ายไปทางอื่น เหลือแต่พุทโธอย่างเดียว จิตก็จะรวมลงเป็นสมถะ เข้าสู่ความสงบ ส่วนการท่องเป็นวิปัสสนานั้นเปรียบเสมือนการเอาพุทโธมาเป็นเหยื่อล่อจิต เราก็ท่องพุทโธไปเรื่อย ๆ พอจิตส่งไปข้างนอก ก็รู้ว่าส่งไปข้างนอก จิตแว็บออกไปคิดก็รู้ว่าจิตแว็บออกไปคิด แล้วก็กลับมาท่องพุทโธใหม่ ทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายเราก็จะเข้าใจการทำงานของจิต ในขณะที่จิตส่งไปข้างนอก แล้วเรารู้ว่าจิตส่งไปข้างนอก ขณะนั้นเองที่เรียกว่าสติ

หลวงปู่มั่นท่านฉลาดมากนะ ย่าคิดดูสิการจะสอนชาวเขาซึ่งไม่รู้หนังสือให้เจริญสติ ให้เข้าใจการภาวนานั้นยากแค่ไหน ท่านก็เลยใช้อุบายบอกชาวบ้านว่าพุทโธท่านหาย แล้วให้ชาวบ้านมาช่วยตามหา ชาวบ้านเขาก็ช่วยกันตามหาอย่างเอาจริงเอาจังจนได้รับความสงบร่มเย็นไปตามลำดับ ดังเนื้อเพลงที่ร้องไว้ว่า "...คนหนึ่งถามว่าทำไมหลับตานิ่ง บางทีเดินมาเดินไป ทั้งนั่งและเดินไปมา ตุ๊เจ้าค้นหาอะไร ท่านก็พูดตอบทันใด พุทโธเราหายนั่นนะซิ เรานั่งเดินตามหาพุทโธ พุทโธ ของเราอยู่นี่ ยังไม่พบเจอสักทีไม่รู้หลบลี้ไปหนใด เขาถามว่าตัวพุทโธที่ว่า หน้าตาเป็นไฉน เราช่วยตุ๊เจ้าหาได้ไหม ท่านบอกว่าได้ ไม่มีปัญหา พุทโธที่ว่านี้เป็นดวงแก้วงามล้ำค่า ประเสริฐเลิศในโลกาฉลาดรอบรู้เหนือใด..." แล้วท่านก็สอนให้ชาวบ้านหัดตามหาพุทโธ โดยให้นึกพุทโธ อยู่ในใจ ซึ่งก็คือการบริกรรม นั่นเอง และสุดท้ายก็มีชาวบ้านคนหนึ่งเขาหาพุทโธเจอ แล้วเขาก็มาบอกหลวงปู่มั่นว่า ท่านเป็นคนที่ฉลาดและเมตตามาก เพราะจริง ๆ แล้ว พุทโธก็คือ ความสว่างที่เกิดขึ้นกับใจ นั่นเอง ไม่ใช่อะไรที่ต้องไปเดินหานั่งหาแต่อย่างใด

ส่วนเนื้อเพลงอื่น ๆ นั้นผมก็พาฟังไปเรื่อย ๆ ไม่ค่อยได้อธิบายอะไรมากเพราะเริ่มดึกมากแล้ว และก็คิดว่าย่าคงเข้าใจประเด็นสำคัญแล้ว อย่างอื่นเป็นเพียงความรู้ที่เป็นส่วนประกอบเท่านั้น

เพลงประวัติหลวงปู่มั่น และอื่น ๆ ที่อ้างอิง สามารถ Download ได้ที่เว็บไซต์ของ วัดป่าภูผาสูง

Monday, September 19, 2005

สติ กับ หัวข้อธรรม

เนื่องจากการคลุกคลีกับธรรมะ กับวัดอยู่เป็นประจำ ทำให้ช่วงนี้ไม่ว่าจะขยับซ้าย ขยับขวา หรือทำอะไร จะมีหัวข้อธรรมผุดขึ้นมาในใจนี้ตลอดทั้งวัน สลับกับการรู้สึกตัว บางครั้งก็ฟุ้งซ่านในหัวข้อธรรมก็มี แต่ก็ดีนะ เหมือนกับว่าเราห่างไกลความชั่วออกมาเรื่อย ๆ ถึงแม้บางครั้งเราจะถอยหลังกลับไปหามันบ้าง แต่ก็ไปอย่างฝืน ๆ เหมือนมีอะไรมารั้งไว้ ดึงไว้ ชีวิตช่วงนี้ ก็เลยเป็นการขลุกอยู่กับธรรมะ การรู้สึกตัวอยู่ตลอด ส่วนกิเลสนั้นขอละไว้ในฐานที่เข้าใจ เพราะมันอยู่กับเรามาตั้งแต่เกิดแล้ว ดีหน่อยก็ตรงที่มีสิ่งดี ๆ เข้าไปเจือจางบ้าง

Friday, August 26, 2005

วันนี้จิตแจ่มใส

เมื่อวานตอนกลับจากการอบรม จิตใจค่อนข้างหมองเพราะเหตุปัจจัยบางอย่าง เพราะจิตมันจะฟุ้งซ่าน สร้างภพขึ้นมาแล้วเข้าไปอยู่ในอารมณ์นั้น บ่อย ๆ พอเข้าไปแล้วก็ทุกข์ แต่วันนี้มันแปลก ๆ โดยเฉพาะตอนเย็นหลังเลิกงานเป็นต้นไป เกือบทุกครั้งที่จิตเข้าไปในอารมณ์เดิมแบบเมื่อวาน มันจะรู้สึกตัวขึ้นมาเอง พอรู้สึกตัวขึ้นมาอารมณ์เดิมที่มันเข้าไปเหมือนมันขาดออก หายไปเฉย ๆ ยิ่งเข้าไปบ่อยก็ยิ่งขาดบ่อย พอขาดบ่อย ๆ ต่อเนื่องกัน จิตใจมันก็แจ่มใสขึ้นมาเอง โดยที่เราไม่ได้ทำอะไร

มันแปลกตรงที่อารมณ์ที่ทำให้เกิดความรู้สึกตัวเป็นอารมณ์ราคะและโทสะ พอจิตมีราคะและโทสะก็เกิดความรู้สึกตัวตามมา ราคะโทสะก็หาย ช่วงที่ราคะโทสะหาย เหมือนจิตมันเบา ๆ ขึ้นมาประมาณ ๒ - ๓ วินาที แล้วก็ค่อย ๆ จางหายไป กลายเป็นความฟุ้งซ่าน เป็นอย่างอื่นไป ไม่นานก็จะกระโจนลงไปในอารมณ์เดิมที่มันเคยลงไปอีก เหมือนกับว่ามันเคยลงไปบ่อยมันก็เลยชินที่จะลง แต่พอลงไปปุ๊บ ก็รู้สึกตัวปั๊บ จิตใจก็เบาขึ้นมาอีกรอบ พอมันกระโดดลงไปถี่ ๆ มันก็เลยรู้สึกตัวถี่ ๆ พอรู้สึกตัวถี่ ๆ มันก็เลยเบา ๆ ต่อเนื่องกัน ก็เลยกลายเป็นความแจ่มใสไปเอง แปลก จริง ๆ

ก่อนหน้านี้ไม่เป็นแบบนี้ ก่อนหน้านี้จะเป็นการรู้สึกตัวไปเรื่อย ๆ ทั้งวัน แต่เวลาจิตมีราคะ หรือโทสะ นั่งดูมัน เป็นสิบนาทียังไม่หายเลย ยิ่งเป็นโทสะ นั่งดูกันครึ่งชั่วโมงยังไม่หายก็มี (ไม่รู้ว่ามันรู้สึกตัวแบบไหนกัน)

ถ้าต่อไปจิตเป็นอย่างนี้ได้บ่อย ๆ คงดี เพราะจิตมันชอบอารมณ์พวกนี้อยู่แล้ว พอมันกระโจนลงไป ก็รู้สึกตัวปั๊บภายในเสี้ยววินาที การภาวนาคงจะดีขึ้นมาก

Sunday, July 31, 2005

เรื่องสำคัญคือ จิตใจ

หลวงปู่ศรี มหาวีโร ท่านเคยสอนไว้น่าประทับใจตอนหนึ่ง

อย่าปล่อยจิตใจทิ้ง ไปเลี้ยงแต่ธาตุแต่ขันธ์อย่างเดียว ธาตุขันธ์เลี้ยงไว้ เดี๋ยวมันก็แก่ ก็เจ็บก็ตายเหมือนเดิมนั่นแหละ แต่จิตใจมันไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตาย
การทำมาหากินทางโลกให้ทำมาหากินพอเอามาเลี้ยงธาตุขันธ์ก็พอ เรื่องสำคัญคือจิตใจ อย่าไปละทิ้ง ทำมาหากินมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เลี้ยงเพื่อน แค่นั้นก็พอ ถึงแม้เราบำรุงมันดีแค่ไหนซักวันเราก็จะทิ้งมันไปอยู่ดี

Tuesday, July 19, 2005

หน้าอมทุกข์

เวลาที่มีความรู้สึกตัวขึ้นมา บ่อยครั้งที่ผมเอาจิตไปสัมผัสรู้กล้ามเนื้อในส่วนของใบหน้า เพื่อที่จะดูว่าหน้าของเราในขณะนั้นเป็นอย่างไร ทุกครั้งที่สัมผัสลงไปจะพบว่าใบหน้าของเรานั้นจะออกไปทางทุกข์ ๆ หมอง ๆ เศร้า ๆ ตึง ๆ หรือไม่ก็เครียด ๆ แทบไม่เคยสัมผัสเจอรอยยิ้มบนในหน้าในขณะที่ตัวเองเผลอเลย พอเห็นหน้าทุกข์แบบนั้นแล้วผมก็จะนึกถึงพระพุทธรูปขึ้นในจิตใจ พอเห็นภาพท่านยิ้ม แล้วก็จะยิ้มเบา ๆ เหมือนอย่างท่าน จิตใจจะสดชื่นและสว่างขึ้นทันที



สังเกตุดูให้ดีนะครับว่าพระพุทธรูปนั้นท่านยิ้มอย่างอ่อนโยน สดชื่น ละมุนละไม สงบ และเยือกเย็น ในชีวิตประจำวันยากมากที่จะเห็นมนุษย์ทั่ว ๆ ไปยิ้มเหมือนอย่างท่าน

เท่าที่ติดตามดูทั้งตนเองและสังเกตผู้อื่นมานานพบว่า ใบหน้าคนเรานั้นจะยิ้มในขณะที่คุยกันกับคนที่เรารู้จักหรือคุ้นเคย ส่วนเวลาที่อยู่คนเดียว ในขณะที่คิด ขณะที่นั่งอยู่บนรถประจำทาง ยืนในลิฟท์ เดินเข้าบริษัท นั่งกินข้าว อาบน้ำ ฯลฯ ใบหน้าคนเรานั้นจะออกไปทางหมอง ๆ เสมอ ยิ่งคนไหนที่กำลังอยู่ในช่วงที่ชีวิตมีความทุกข์ยิ่งจะแสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจน

ผมเคยนั่งรถเมล์ในกรุงเทพฯ สังเกตดูคนในรถทั้งคันหาคนยิ้มแทบไม่ได้ คนที่ยิ้มส่วนใหญ่ก็ยิ้มตอนที่คุยกับเพื่อนที่มาด้วยกันเท่านั้น ส่วนคนที่มาคนเดียวนั้น จะปล่อยให้ตัวเองไปอยู่ในโลกของความคิด คิดอะไรก็ไม่รู้แล้วก็เหม่อ ๆ ลอย ๆ ส่วนใบหน้าก็ปล่อยให้มันหมอง ๆ เศร้า ๆ เครียด ๆ ยิ่งถ้าวันไหนรถติดมาก ๆ แต่ละคนจะแสดงอาการกระวนกระวาย มีความทุกข์เพิ่มขึ้นบนใบหน้าอย่างเห็นได้ชัด

มนุษย์เรานั้นวิ่งหาแต่ความสุขจากข้างนอก จากเพื่อน จากคนรัก จากหนัง จากละคร จากอาหาร จากเพลง จากสิ่งของนอกกาย แต่ความสุขภายในซึ่งหาได้ง่าย ๆ มีได้ไม่จำกัด และมีให้หยิบฉวยอยู่ทั้งวันกลับหากันไม่เป็น หยิบกันไม่เป็น

ช่วงที่ผ่านมาเวลาผมรู้สึกตัว มีสติ ใบหน้าก็จะยิ้มเบา ๆ เสมอ เป็นเทคนิคการเติมความสุขให้กับชีวิต ให้กับการภาวนาไปในตัว พอเผลอปุ๊บ หน้าก็จะหยุดยิ้มและหมองทันที มีวันนึงผมไปกินเลี้ยง ช่วงที่ไม่ได้คุยกับใครผมก็จะรู้สึกตัวและก็นั่งยิ้มเบา ๆ เหมือนพระพุทธรูปท่านยิ้ม มีคนหนึ่งเขานั่งสังเกตผม แล้วก็บอกผมว่า รู้ตัวหรือเปล่าว่านั่งยิ้มอยู่คนเดียว ผมตอบว่ารู้ (เพราะผมยิ้มจากความรู้สึกตัว ไม่ได้ยิ้มเหมือนคนทั่วไปที่การนั่งยิ้มอยู่คนเดียว จะมาจากการนั่งคิดถึงเรื่องที่มีความสุขในอดีต) แล้วเขาก็ถามต่อว่าคิดเรื่องอะไรอยู่เห็นยิ้มอยู่ตั้งนาน ผมไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร เพราะถ้าผมตอบว่ายิ้มจากการรู้สึกตัว และมีสติ เขาก็คงไม่เข้าใจ ผมก็เลยตอบไปว่า ไม่ได้คิดอะไรเพียงแค่นั้น

บางวันผมนั่งอยู่บนรถประจำทางผมก็นั่งยิ้มอยู่คนเดียว คนอื่น ๆ ทั้งรถหน้าบึ้งกันหมดรวมทั้งคนขับด้วย สงสัยผมจะบ้าอยู่คนเดียว มีอยู่วันนึงนั่งเล่นอยู่กับย่า ช่วงที่ไม่ได้คุยกันผมก็จะนั่งยิ้ม พอมองดูหน้าย่าจะเห็นความหมองลงอย่างเห็นได้ชัด และก็ปล่อยตัวเองให้เหม่อลอย ไม่รู้คิดไปถึงไหน ผมก็นั่งยิ้มเจริญสติมองหน้าท่านอยู่นาน แล้วท่านก็รู้สึกตัวขึ้นมา หันหน้ามาทางผมเห็นผมกำลังนั่งยิ้มมองท่านอยู่ ท่านก็เลยถามแบบงง ๆ ปนกับอารมณ์ขุ่น ๆ ว่า "ยิ้มอะไร" ผมก็เลยตอบว่า "ยิ้มแบบพระพุทธเจ้า ย่ายิ้มเป็นหรือเปล่า" ดูเหมือนท่านจะงงกว่าเดิมเสียอีก พยายามอธิบายเรื่องการเจริญสติตามดูจิตให้ท่านฟัง แต่ก็ดูเหมือนท่านจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร เพราะอธิบายมาหลายครั้งแล้ว ทุก ๆ ครั้งเหมือนจะเข้าใจ พอวันหลังไปถามดูก็เหมือนเริ่มต้นจากศูนย์ใหม่อีกรอบ

ลองดูนะครับสำหรับคนภาวนาที่ต้องการเติมความสุขเล็ก ๆ แต่ให้ผลที่ยิ่งใหญ่กับชีวิต

Monday, July 18, 2005

จิตโง่

ก่อนหน้านี้เคยคิดว่่าตัวเองเป็นคนฉลาด ตั้งแต่เริ่มหัดตามดูจิตผ่านมาปีกว่า เริ่มเห็นความจริงเป็นระยะ ๆ เริ่มเห็นความจริงแล้วว่าเรานั้นแสนโง่ โดยเฉพาะจิตของเรานั้นโคตรโง่ ชอบกระโจนลงไปในอารมณ์สกปรก โสโครก เช่นชอบกระโจนลงไปในอารมณ์โกรธ โทสะ (บางครั้งก็ราคะ) พอกระโจนลงไปแล้วก็เป็นทุกข์ ทุรนทุราย ทรมาน พอหายได้ไม่นานก็หาอารมณ์สกปรกตัวใหม่กระโดดลงไปอีก แล้วไม่ยอมเข็ด อารมณ์เดิม ๆ ทุกข์แบบเดิม ๆ ทุรนทุรายแบบเดิม ๆ กระโจนลงไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้จักเข็ดจักจำ กิเลสก็หน้าเดิม ๆ นั่นแหละ อย่างนี้ไม่เรียกว่าโง่ก็ไม่รู้จะใช้คำว่าอะไร

ยกตัวอย่างเวลาขับรถอยู่บนถนนแล้วมีคนขับรถเร็ว ๆ มาแซง หรือปาดหน้า จะเกิดอาการหงุดหงิดอยากจะเอาคืน รู้สึกเหมือนเสียศักดิ์ศรี จริง ๆ แล้วจิตมันกระโจนลงไปในอารมณ์โทสะ ถ้าพอมีสติตามดูมันบ้างจะเห็นอาการเร่าร้อนของมัน และก็ดิ้นรน จะทำนั่นจะทำนี่ เอาไฟมาเผาหัวใจตัวเองอยู่นั่นแหละ

ก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นเพราะส่วนใหญ่จะหลงไปกับมัน แต่พอมาเจริญสติตามดูจิตนี่เห็นชัดเจน พอมันกระโจนลงไปแล้วความร้อนความทุกข์มันจะเผาหัวใจขึ้นทันที ก็จะรู้สึกตัวขึ้นมา เอ้า.... โดนอีกแล้ว เอาอีกแล้ว ก่อนหน้านี้ก็เป็นแต่ไม่เคยเห็นไม่เคยมองมันในปัจจุบันขณะที่มันเกิด แต่พอมาตามสะกดรอยมันเรื่อย ๆ จึงเริ่มเห็นว่าจิตของเรานี่มันแสนโง่จริง ๆ

หลังจากจิตเริ่มรู้ว่าตัวเองโง่ มันก็เริ่มจะฉลาดขึ้นมาบ้างหาทางที่จะไม่กระโจนลงไป เปรียบเสมือนเมื่อก่อนเคยจับหินร้อน ๆ แต่ไม่รู้ว่ามันเป็นไฟ ไม่รู้ว่ามันร้อน นึกว่ามันเย็น ก็จับเอาด้วยความหลงผิด แต่จับทีไรก็ร้อนทุกทีแต่มันไม่เคยสังเกตตัวเอง ไม่เคยรู้ ก็เลยไม่เคยเข็ด พอมาเจริญสติมันเริ่มรู้แล้วว่าอะไรร้อน อะไรเย็น แล้วมันก็จะพยายามเลี่ยงไม่กระโจนลงไป ตรงนี้มันเป็นของมันเองเราไม่ได้เข้าไปควบคุมมันหรอก เพราะมันควบคุมไม่ได้อยู่แล้ว แต่ดูเหมือนอนุสัยเดิมจะเยอะ คือมันรู้ตัวไม่ค่อยเร็ว ส่วนใหญ่ตอนที่รู้ตัวก็อยู่ในบ่ออารมณ์สกปรกเรียบร้อยแล้ว กำลังแช่อยู่ในบ่อของอารมณ์สกปรกนั้น ถ้าเราพยายามที่จะตะเกียกตะกายขึ้นมา ดิ้นรนเพื่อที่จะขึ้นจากอารมณ์ที่ไม่ดีนั้น เราจะทำไม่ได้ พอรู้ตัวว่าตัวเองแช่อยู่แล้วดิ้นรนจะหนีเหมือนกับยิ่งไปเติมเชื้อให้มันยิ่งไปกันใหญ่ จะมีความทุกข์แทรกขึ้นมาจากการอยากหนีจากอารมณ์เหล่านั้นอีก ในทางปฏิบัติก็คืออยู่เฉย ๆ กำลังแช่อยู่ในอารมณ์สกปรกก็รู้ว่ากำลังอยู่ แล้วไม่ดิ้นรนไม่อยากให้มันหลุด ดูขณะจิตที่มันแช่อารมณ์นั้นไปเล่น ๆ ซักพักเดี๋ยวมันก็หายเอง เพราะไม่มีอะไรคงทนอยู่ได้ถาวร หรือตลอดกาล ในที่สุดจิตก็จะขึ้นจากบ่อโสโครกได้เร็ว และขึ้นแบบสบาย ๆ ลอยตัวขึ้นมา ไม่ได้ตะเกียกตะกายด้วยความลำบากนัก

ถึงแม้จิตมันจะยังไม่ฉลาดพอที่จะไม่กระโจนลงไปในอารมณ์สกปรก แต่อย่างน้อยมันก็มีวิธีขึ้นจากอารมณ์นั้นโดยไม่ลำบากนัก นี่เป็นวิถีธรรมชาติของจิตเราไม่ต้องไปสอนมัน เพียงแค่ให้มันเห็นความจริงบ่อย ๆ ความจริงที่ง่าย ๆ นี่แหละ พอมันเห็นความจริง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เดี๋ยวมันก็จะค่อย ๆ ฉลาดขึ้นมาเอง แต่ตอนเห็นต้องระวังอย่าไปเผลอคิด เพื่อสอนมันก็พอ เพราะความคิดจะไปกวนไม่ให้มันเห็นตามความเป็นจริง ถ้ามันไม่เห็นความเป็นจริงมันก็จะไม่มีวันที่จะฉลาดขึ้นมาได้