ตื่นตีห้าตรงลุกขึ้นไปเดินจงกรม ตอนตื่นมีความรูสึกเหมือนเมื่อวานคือมีจิตใจที่จะลุก เหมือนกับว่าจิตมันเริ่มเรียนรู้แล้วว่า ถ้าไม่ลุกก็จะเกิดความทุกข์ วิตก กังวล ขึ้นภายหลังด้วยเหตุที่ไม่ลุก แล้วก็ต้องลุก วันนี้เดินจงกรมเน้นที่รู้สึกถึงฝ่าเท้าและช่วงขา ส่วนลมหายใจนั้นไม่ตั้งใจจะเห็นก็แทบไม่เห็นเลย ก็ไปเรื่อย ๆ ลงมาอาบน้ำแต่งตัวไปทำงานพบว่าจิตใจค่อนข้างสดใส มีความสุขจากภายในนิด ๆ
ตอนเดินทางกลับบ้านขณะนั่งอยู่บนรถบริษัทเอาสติตามรู้ลมหายใจมาเรื่อย ๆ พอซักระยะหนึ่งก็เลยหลับตาเพื่อดูลมหายใจอย่างเดียว เห็นลมหายใจเพียงสองสามครั้งเท่านั้น แล้วก็ดับหายไปเลยลืมตาอีกทีรถบริษัทวิ่งเลยทางเข้าที่พักมาจนจะสุดท้างแล้ว สรุปแล้วมันหลับแต่มันหลับตอนทำสมาธิก็เลยหลับง่ายหน่อย ก็เลยลงรถที่ปลายทาง พอลงรถไม่มีความคิดที่จะขึ้นรถเมล์กลับมาทางเดิมเลยมีความคิดอยากจะเดินกลับมากกว่าก็เลยเดินกลับระยะทางประมาณเจ็ดถึงแปดกิโลเมตร เดินอยู่ชั่วโมงกับสี่สิบนาที ก็มาถึงห้อง ขณะเดินก็กำหนดสติตามรู้ขา การเดินและลมหายใจมาตลอดทาง เหมือนกับการเดินจงกรม ไม่รู้สึกว่าไกล ไม่ทุกข์ขณะเดิน เดินมาเรื่อย ๆ พยายามรู้สึกตัวมาตลอดทาง แต่เมื่อยขานิดหน่อย ตอนเดินมาไม่ได้ดูนาฬิกาเลยเพราะไม่ได้สนใจว่าจะใช้เวลาเท่าไรสนใจแต่สติเท่านั้น พอเดินมาถึงประตูห้องก็ไม่รู้ว่ากี่โมงแล้วก็เลยตั้งใจประมาณว่าตัวเองเดินมาประมาณชั่วโมงสี่สิบนาที เพราะฉะนั้นถ้าเข้าไปดูนาฬิกาต้องประมาณ ทุ่มห้าสิบห้านาที เพราะออกเดินตอนหกโมงสิบห้านาที พอคิดเสร็จก็เลยเปิดประตูห้องเข้ามา อัศจรรย์เหลือเกินนาฬิกาบอกเวลา ทุ่มห้าสิบห้าพอดีเปะ ก็เลยหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาดูปรากฏว่าทุ่มห้าสิบสาม ถ้ายึดตามนาฬิการที่ห้องก็พอดีเปะ แต่ถ้ายึดตามโทรศัพท์มือถือ ก็ผิดพลาดเพียงสองนาทีเท่านั้น ฟลุ๊กจริง ๆ
คำสอนของหลวงตามหาบัว
ธรรมชาติของจิต จะไปหยุดนิ่งอยู่นานๆ ไม่ได้เดี๋ยวมันก็คิด ในช่วงนั้นถ้าเกิดความคิดขึ้นมาปล่อยให้คิดไป แต่ให้มีสติตามรู้ สิ่งที่มันคิดนั้นจะเป็นอะไรก็ได้เรื่องครอบครัว เรื่องการเรื่องงาน เรื่องผู้เรื่องคน จิปาถะสารพัดที่จะคิดขึ้นมา เมื่อมันคิดขึ้นมาอย่างนั้น ปล่อยให้คิดไป แต่ให้มีสติกำหนดตามรู้ รู้ รู้ เป็นการส่งเสริมให้จิตของเรามีพลังเข้มแข้ง เพราะความคิดเป็นอาหารของจิต ความคิดเป็นการบริหารจิตให้เกิดสติปัญญาจินตามยปัญญา ปัญญาเกิดขึ้นได้จากความคิด เมื่อจิตมีความคิด สติสัมปชัญญะรู้พร้อมอยู่ทุกขณะจิต ความคิดสะเปะสะปะเหลวไหลนั่นแหละจะกลายเป็นปัญญาในสมาธิ เพราะจิตของเราคิดแล้วจะรู้สึกแต่เพียงสักแต่ว่าคิด คิดแล้วก็ปล่อยวางไปๆ เมื่อสติสัมปชัญญะมีพลังแก่กล้าขึ้นกลายเป็นปัญญา เมื่อมีปัญญาก็สามารถกำหนดหมายรู้ความคิดว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แล้วก็รู้พระไตรลักษณ์ขึ้นมา ก็กลายเป็นปัญญาในขั้นวิปัสสนาเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น จะไปข้องใจสงสัยอยู่ทำไมหนอรีบเร่งบำเพ็ญภาวนาให้มากๆ ให้ได้สมาธิเป็นเบื้องต้น ทีนี้ถ้าหากว่าท่านผู้ใดขี้เกียจ หรือไม่มีอะไรจะคิดก็ให้กำหนดจิตรู้ที่จิตเฉยๆ ถ้าจิตว่างรู้ที่ความว่าง ถ้าจิตคิดรู้ที่ความคิด ว่างรู้ที่ความว่าง คิดรู้ที่ความคิด ไล่ตามกันไปอย่างนี้ เมื่อเราฝึกหัดจนคล่องตัว จนชำนิชำนาญ ทีหลังเราอาจจะไม่ได้ตั้งใจกำหนดรู้อารมณ์จิตหรือความคิด สติก็ทำหน้าที่ตามรู้คอยควบคุม เมื่อมีสติสัมปชัญญะ จิตของเราก็รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว อะไรผิด อะไรถูก มันจะรู้ของมันขึ้นมาเอง เมื่อพิจารณาไปพอสมควรแล้ว บางครั้งจิตอาจจะสงบลงในท่ามกลางแห่งภาวนา แล้วก็หยุดพิจารณา เมื่อมันหยุดพิจารณา ไปนิ่ง รู้เฉยอยู่ ให้กำหนดตัวผู้รู้ ในขณะกำหนดตัวผู้รู้ จิตจะหยุด นิ่งอยู่ ก็กำหนดรู้อยู่อย่างนั้นแหละ อย่าไปรบกวน น้ำใจกำลังจะนิ่ง ในเมื่อน้ำใจนิ่ง ไม่มีคลื่นไม่มีฟอง ไม่มีอารมณ์มารบกวน เราก็จะสามารถเห็นจิตเห็นใจของเราได้ทะลุปรุโปร่ง เหมือนๆ กับน้ำทะเลที่มันนิ่ง เราสามารถมองเห็น เต่า ปลา กรวด ทราย สาหร่าย อยู่ใต้น้ำได้ถนัด ฉันใด ในเมื่อจิตของเรานิ่ง รู้ ตื่น เบิกบาน เราก็สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ในจิตของเราได้อย่างชัดเจน อะไรผุดขึ้นมา จิตจะกำหนดรู้เองโดยอัตโนมัติ
จิตกลับตัว : ถึงเวลาจิตมันจะเป็นมันก็เป็นของมันเอง บางครั้งมันถลำไปในโทษะ ราคะ โมหะ ดึงยังไงก็ไม่ขึ้น แต่พอมันจะกลับมันทำของมันเอง เราไม่ได้ทำอะไรเลย
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
No comments:
Post a Comment