รู้สึกตัวก่อนตีห้าแต่ไม่ยอมลุกเพราะคิดว่ามันยังไม่ถึงเวลาก็เลยนอนต่อ ซักพักก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือที่ตั่งไว้ แล้วลุกขึ้นมาล้างหน้าขึ้นไปเดินจงกรม
ตอนเย็นกำลังจะออกเดินทางไปกรุงเทพฯ ด้วยรถบริษัทเพื่อไปส่งน้องสาวที่สมุยมีโทรศัพท์จากพี่ที่ทำงานเข้ามาแจ้งว่ามีปัญหาใหญ่คือระบบฐานข้อมูลที่ทำไว้เกิดการเสียหาย แล้วก็มานึกได้ว่าอาจจะเป็นเพราะเราเองที่ทำบางอย่างพลาดไปเมื่อตอนบ่าย แต่ตอนนั้นยังแก้ไขอะไรไม่ได้เพราะอยู่บนรถแล้ว แต่มีลางสังหรณ์ว่าไม่น่าจะหนักมาก ทั้ง ๆ ที่ข้อมูลหายอาจจะทั้งระบบเลยก็ได้ นั่งรถไปจิตใจก็พยายามเดาว่ามันเกิดอะไรขึ้นแล้วจะแก้อย่างไร แต่สังเกตุเห็นอย่างหนึ่งคือจิตมันไม่ยอมเอาตัวเองไปผสมกับความกังวล มองเห็นจิตกับความกังวลอยู่คนละส่วนกัน มันคิดว่าเดี๋ยวเดินทางไปถึงเทพรักษ์ก่อนแล้วค่อยไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นแล้วก็แก้ไปตามที่ทำได้ ถ้าเป็นสมัยก่อนมีหวังกังวลมากแล้วก็จะคิดวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้จบ พอเดินทางไปถึงเทพารักษ์ก็เข้าไปดูงานที่นั่นสามารถกู้ข้อมูลได้ประมาณแปดสิบถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ยังไม่ได้แก้เพิ่มเติมก็เลยพอไว้ก่อนให้โปรแกรมพอทำงานไปได้ก่อนเพราะพ่อกับน้องสาวเอาของขึ้นรถรอนานพอสมควรแล้วก็เลยออกไป คิดว่าไปสมุยกลับมาก่อนแล้วค่อยมาจัดการกันต่อ แล้วก็ออกไปเจอกับน้องสาวและพ่อ เห็นหน้าน้องสาวแล้วเกิดความคิดขึ้นว่านี่ขนาดน้องสาวเราเห็นมาตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก ดูตอนนี้ก็ดูแก่เสียแล้วเวลามันผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน พอหันไปมองหน้าพ่อยิ่งเกิดความ สงสารเป็นอย่างยิ่งเกิดมาอายุห้าสิบกว่าแล้วยังดิ้นรนไม่หยุด ยังจะดิ้นรนต่อไปอีก หาความทุกข์อยู่ไม่รู้จักจบจักสิ้น ไม่รู้เลยว่าเวลาของตัวเองเหลือน้อยเต็มที เห็นแล้วก็สลดใจทั้งสองคน แต่ก็ยังช่วยอะไรไม่ได้ รอไว้ให้ตัวเองขึ้นฝั่งได้ก่อนแล้วจะได้ช่วยเหลือสองคนนี้กันต่อไป
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
No comments:
Post a Comment