Thursday, September 16, 2004

วันที่ 5 จิตรับรู้ได้เพียงหนึ่ง

วันนี้ตั้งแต่ตื่นนอน จนกระทั่งไปถึงที่ทำงานคือว่าใช้ได้คือรู้เป็นระยะ แต่ไม่นานแต่ก็รู้ตลอด แต่ช่วงบ่ายนี่เล่นหายไปเลยเกือบทั้งบ่าย ตอนเย็นได้สอนธรรมะให้น้องที่บริษัท เป็นการปูพื้นฐานให้เห็นเป้าหมายว่าการปฏิบัติธรรมนั้นเพื่ออะไร หลังจากพูดเสร็จรูสึกว่าจิตใจเป็นสุขอยูระยะหนึ่ง ไม่แน่ใจว่าความสุขนี้มันมีกิเลสผสมอยู่ด้วยมากน้อยแค่ไหนแยกไม่ออกจริง ๆ พอถึงค่ำ ๆ หน่อยก็หายไปเกือบหมดแล้ว วันนี้การตามรู้ลมหายใจไม่ค่อยเด่นนัก แต่ดูเหมือนว่าการตามดูจิตจะเด่นมากกว่าในบางช่วง สังเกตเห็นด้วยตัวเองว่า จิตนี้มันรับรู้ได้ทีละหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้ทำอะไรสองอย่างในเวลาเดียวกันเลย เช่นตอนนั่งคิด ก็จะมีแต่ความคิด ตัวเตอ ตา หู สัมผัสทางกายหายไปหมด แต่พอตาทำงาน อย่างอื่นก็หายไปหมด พอหูทำงาน อย่างอื่นก็หายไปหมดเหมือนกัน เช่นหากเดิน ๆ อยู่เกิดมีความคิดขึ้นมา ร่างกายที่เดินอยู่ก็หายไป คือหายแบบจิตไม่รับรู้เพราะจิตกำลังคิดอยู่ แล้วกายก็เดินไปของมันเอง สักพักมันก็จะออกมาดูที่ตาบ้าง ที่หูบ้าง แต่มันเร็วมากเลยนะ สลับไปสลับมา เร็วมากจนบางครั้งยากที่จะตามทัน ที่เห็นอีกอย่างนึงก็คือตอนนั่งดูคอนเสิร์ตระหว่างอยู่บนรถกลับบ้านก็พยายามกำหนดรู้ลมหายใจ แต่คนขับดันเปิดคอนเสิร์ตเบิร์ดเสกซึ่งไม่เคยดูมาก่อน มันก็เลยเกิดอาการอยากเล็ก ๆ ก็เลยดูมันซะ ช่วงที่ดูอยู่มีอยู่ระยะนึงเราก็ดูจิตไปด้วย เห็นมันสลับจริง ๆ ระหว่างได้ฟังกับเห็น คือถ้าเห็นจะไม่ฟัง แต่ได้ยิน แต่ถ้าฟังอยู่ รูปที่ตาเห็นก็หายไปใหนก็ไม่รู้ แต่ว่ามันสลับกันไปสลับกันมาอยู่อย่างนี้แหละเร็วมาก
เวลาที่ไม่มีปัจจัยภายนอกที่โดดเด่นนัก จิตมันจะคิดแล้วก็มันฟุ้งซ่านไปเรื่อย แต่พอตัวรู้เห็นปับมันก็หยุด ไม่รู้ว่าตัวรู้มันเห็นแล้วตัวคิดค่อยหยุด หรือตัวคิดมันหมดปัจจัยของตัวเองพอวูบลงตัวรู้จึงขึ้นมาแทน แต่ว่าก็ไม่มีอะไรเป็นได้อยู่นานเลย ไม่เกิน 2-3 วินาที หรืออย่างมากก็ 10 วินาทีเท่านั้นก็ฟุ้งใหม่ แล้วก็เห็นใหม่ไปเรื่อย ๆ ตามเรื่องตามราวของมัน

No comments: