Friday, September 17, 2004

วันที่ 6 อย่าเชื่อ

วันนี้ตื่นนอนมาด้วยอาการสดชื่นสบายกว่าทุกวันที่ผ่านมา แต่การตามรู้ไม่ดีเท่าวันที่ผ่านมา ลมหายใจก็จับไม่ค่อยได้ จิต ก็ไม่ค่อยเห็น แต่เดินไปทำงานด้วยความเบิกบานแบบแปลก ๆ ถึงแม้จะรู้สึกมีความสุข แต่ก็แปลก ๆ ทะแม่งชอบกล เหมือนกับมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ แต่ก็ไม่เป็นไร ผ่านไปครึ่งวันความรู้สึกนี้หายไปหมดแล้ว วันนี้ได้อ่านกระทู้เกี่ยวกับธรรมกาย และแนวการปฏิบัติอื่น ๆ เห็นแล้วเกิดความกลัวขึ้นมา คือตอนนี้มีความมั่นใจในแนวทางปฏิบัติของตนเองว่าถูกต้องตามหลักพระพุทธเจ้า แต่เห็นเหมือนกันว่ายังมีอีกหลายสำนัก หลายแนวทางเหลือเกิน ถ้าดันทะลึ่งไปเกิดอยู่ในสภาพแวดล้อมอย่างนั้น หรือไปเจออย่างนั้นแล้วไม่ได้เจอพระพุทธศาสนาที่แท้จริง เสียชาติเกิดแน่ สมกับที่พระพุทธเจ้าบอกไว้จริง ๆ ทางพ้นทุกข์มีทางเดียว ไม่มี 2 ทางอื่นมันผิดกันหมด ไอ้ทางที่ถูกมีทางเดียว แต่ทางที่ผิดนี่นับกันไม่ถ้วน ทางที่ถูกมีทางเดียว ทั้งตรงและแคบอีกต่างหาก มิหนำซ้ำ มีเพียงแสงไฟวูบเดียวที่ส่องมาให้เห็นทาง ๆ นั้น ด้วยบารมีของพระพุทธเจ้า ถ้าผมไม่เรียกว่าโชคดีแล้วจะเรียกว่าอะไรดี ไม่สิต้องเรียกว่าอภิมหาโคตรโชคดีเลยต่างหาก ถ้าไม่ไปเที่ยวนี้มีหวังรออีกนานแสนนาน
พอได้อ่านเรื่องธรรมกายได้ความคิดขึ้นมาอีกอันนึง สิ่งที่อ่านที่ได้ศึกษาหรือสิ่งที่อาจารย์สอนมา สิ่งที่เราคิดว่าถูก หรือแม้กระทั้งพระไตรปิฎกที่ข้าพเข้าเชื่อและปฏิบัติตามอยู่นี้ ไม่ควรปักใจเชื่อเลยเสียทีเดียว อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านบอก ว่าไม่ให้เชื่อด้วยต่าง ๆ นา ๆ 10 ประการ แต่ให้ลองปฏิบัติดูเมื่อเห็นผลแล้วจะละ หรือยึดถือค่อยว่ากันตอนนั้น แนะขนาดว่าไม่เชื่อ อย่างน้อยก็ต้องเชื่อคำสอนอันสุดท้ายนี้อยู่ดี แล้วก็เกิดความคิดตามมา เรื่องหลวงปู่ฤาษีลิงดำ เพราะท่านเคยกล่าวถึงหลวงพ่อสดไว้ แต่ตามที่ฟังดู หลวงพ่อสดท่านดีในระดับนึง แต่ไม่ถึงที่สุดแห่งการปฏิบัติ แล้วก็เคยทราบมาว่า ท่านไปนอนเล่น นั่งเล่นที่นิพพาน เหมือนที่หลวงปู่ฤาษีลิงดำท่านก็บอกว่าไปนอนไปนั่งเล่นที่นิพพาน แล้วก็ได้ไปพบพระพุทธเจ้าด้วย เกิดความสงสัยในสิ่งที่ท่านสอนเรื่องท่านสอนให้ไปนั่งเล่นนอนเล่นที่นิพพานให้ติด จิตมันจะได้ผูกพัน พอตายจะได้ไปนิพพาน ไม่รู้ว่าเป็นอุบายของท่านที่ทำให้คนหันมาปฏิบัติ แล้วพอทำได้และพ้นทุกข์ ก็จะเข้าใจเอง หรือว่าท่านเกิดอุปทานเกี่ยวกับนิพพาน คือด้วยความรู้ที่เกิดจากการคิดเดาเอาของปุถุชนแบบผมนี่ ผมคิดว่าถ้ายังอยากได้นิพพานอยู่จะยังไม่ได้ ถ้ายังกลัวว่าจะไม่ได้ไปนิพพานอยู่ก็แสดงว่ามีกิเลสตัวที่เป็นความกลัว ความอยากอยู่ จึงไม่น่าจะเป็นจุดหมายปลายทาง อยากไปนิพพานนี่กิเลสร้อยเปอร์เซ็นต์ น่าจะเป็นทางต้น ๆ เท่านั้นเอง อันนี้เป็นความสงสัยส่วนตัวมันเกิดขึ้น มิได้มีเจตตนาจะดูหมิ่นท่านแม้แต่น้อย แต่ที่มั่นใจได้สำหรับท่านก็คือ การสอนสมาธิ เรื่องทาง สมถกรรมฐาน นั้นผมยอมรับว่าแน่นอนจริง ๆ ทำให้เข้าใจได้ละเอียดยิ่งขึ้น เพราะฉนั้นผมได้อ่านได้ฟังอะไร ตอนนี้จะไม่เชื่อไว้ก่อนต้องลองปฏิบัติดู เพราะเสียหลักกับการปักใจเชื่อในสิ่งที่อ่านมาหลายครั้งแล้ว ต้องเอาหัวใจบัญฑิต ผู้ไฝ่รู้วัดกันเสียแล้ว ฟังแล้วก็รับรู้ไว้ไม่ปักใจเชื่อ ต้องลองทำดูก่อนนั่นเอง
มีบางครั้งบางความคิด ตอนแรกคิดว่าจะไม่เอามาบันทึกไว้ในที่นี้ แต่คิดว่าเผื่อมันจะเป็นประโยชน์ต่อตนเองหรือผู้อื่นในอนาคต ก็เลยจะขอบันทึกความรู้สึก และสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดไว้ไม่ปกปิดเก็บไว้ เพราะฉนั้นสิ่งที่บันทึกนี้จึง อาจจะถูกและผิดได้ ในน้ำหนักที่เท่า ๆ กัน เพราะเป็นแค่ความคิด และความรู้สึกที่ฟุ้งซ่านตัวหนึ่งเท่านั้น

No comments: