Saturday, September 18, 2004

วันที่ 7 กายคตาสติ

ก่อนตื่นนอนฝันเห็นหลวงตาบัว ฝันว่าได้ไปกราบหลวงตาบัว ในฝันนั้นได้เข้าไปกราบท่านต่อหน้าเลย และขณะกราบนั้นก็นึกในใจว่าตัวเองนี้ยังเลวอยู่ พอเท่านั้นแหละหลวงตาท่านบอกว่าไม่เลวหรอกถือว่าดีแล้ว พอได้ยินเท่านั้นใจมันมีความสุขขึ้นมาปลาบปลื้มแบบบอกไม่ถูก ที่เล่ามานี่ฝันนะ ไม่ได้เป็นความจริงแต่อย่างใด แล้วหลวงตาท่านก็อยู่ของท่านไม่เคยได้เจอท่านเลย คิดว่าสาเหตุน่าจะมาจาก ที่เราปารถนาไว้ว่าจะไปกราบท่านหลวงตาที่วัดป่าบ้านตาดแต่ติดนู่นติดนี่ไม่ได้ไปเสียที จิตมันไม่สมหวังเสียที มันก็เลยฝันเอา แปลกดี แต่ก็มีความสุข

แล้วก็รูสึกตัวตอนตีห้าครึ่ง โดยอัตโนมัติไม่ได้ตั้งนาฬิกาปลุกและก็ไม่ได้บังคับมากนัก ก็เลยลุกขึ้นหุงข้าวกล้องแล้วมานั่งสมาธิ พอเจ็ดโมงก็ไปถวายภัตตาหารเช้าที่วัดป่าสาลวัน ซึ่งเป็นปกติจะไปทุกวันหยุดหรือวันเสาร์อาทิตย์ แต่ไม่ได้ไปมาสองอาทิตย์แล้วด้วยกิเลสและเหตุบางประการ เวลาจะไปทำบุญนี่จะเห็นความตระหนี่ของตนนิด ๆ คือเวลาซื้อกับข้าวหรือซื้อของบางอย่าง ก็จะรู้สึกว่าทำไมมันแพงจัง บางทีก็คิดว่าซื้อไปเยอะท่านก็ไม่ได้ทาน เพราะมีคนถวายเยอะ นี่จิตมันคิดไปเองนะ บังคับมันไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่เวลาใช้เงินอย่างอื่นนี่แหมไม่ได้คิดเลย เช่นเวลาไปกินอาหารตามร้านไม่ว่าจะไปกับเพื่อหรือกับแฟน มีแต่สั่งเลย บางครั้งสั่งมาเกินกินไม่หมด บางครั้งถ้ากินแค่อิ่มก็สั่งมาซักสองร้อยบาทก็พอ แต่ด้วยความตามใจ จากควรที่จะเป็นสองร้อยมันกลายเป็นสามร้อยสี่ร้อยไปจนได้ ถ้ารอบคอบหน่อยสั่งเท่าที่ควรแล้วเอาเงินส่วนเกินนี่มาทำบุญได้อีกโขเลย แต่โดยรวมแล้วจิตส่วนใหญ่ก็ยังดีอยู่มีบางครั้งเท่านั้นที่มันแว็บเข้ามาแบบนี้ ความกังวลที่เจออีกอย่างหนึ่งก็คือ เวลาซื้อของให้ตัวเองนี่เลือกแต่ของดี ๆ พอจะซื้อของไปถวายพระจะดูราคาไม่เอาแพงมากด้วยจิตมันคิดว่าทำบุญควรทำตามกำลังอย่าทำให้ตัวเองเดือดร้อน แต่เวลาซื้อของให้ตัวเองนี่แหมเลือกจัง ต่อไปเอาใหม่ของที่จะนำไปถวายพระต้องให้เท่ากันหรือดีกว่าของที่เราใช้เอง ถ้าไม่ลดของตัวเองก็ต้องเพิ่มของที่ถวายกันละ สิ่งที่ทำอยู่ปัจจุบันไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายอะไรนักหรอกถือว่าดีมากแล้วเมื่อเทียบกับอดีตของตนเอง เพียงแต่ว่าอยากให้สิ่งที่ตนเองปฏิบัติอยู่บริสุทธิเท่านั้นเอง ความเลวแม้เศษเสี้ยวธุลีหากเกิดขึ้นต้องแก้ไข ต้องเอาออกไปจะเข้ามาเจือปนไม่ได้ สิ่งใดที่ยังไม่รู้ก็ไม่เป็นไรแต่สิ่งใดที่รู้แล้วต้องแก้

บางคนไม่ค่อยได้ทำบุญเพราะบอกว่าไม่มีเงิน สำหรับผมแล้วเงินทำบุญมีอยู่เสมอถึงแม้จะไม่มากมายนัก เพราะผมได้เงินจากการปฏิบัติธรรมมาฟรี ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วมันเป็นวิธีการเปลี่ยนแนวคิดและแนวปฏิบัตินิดหน่อยครับ ยกตัวอย่างเช่น ตอนเช้าไปทำงานปกติจะต้องนั่งรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างออกไปหน้าปากซอย วันละสิบบาท ขากลับอีกสิบบาท รวมเป็นวันละยี่สิบบาท ไม่ถือว่าเยอะหรอกสำหรับรายได้อย่างผม แต่ผมไม่นั่ง ผมจะตื่นเช้าหน่อยแล้วก็เดินออกไป ตอนที่เดินออกไปก็ภาวนาไปด้วย ประมาณ 10 – 15 นาที ขากลับก็เดินกลับแล้วก็ภาวนาตอนเดินกลับประมาณ 10 นาที ผมได้เงินเก็บวันละยี่สิบบาท เดือนนึงผมได้เงินจากการเดินภาวนาเช้า 15 นาที บ่าย 10 นาที ทำงานประมาณ 22 วัน ผมได้เงินไปทำบุญเดือนละ 440 บาทจากการภาวนา เห็นไหมครับ ผมได้ภาวนาทุกวันก่อนและหลังทำงาน ผมได้ออกกำลังกายจากการเดิน แล้วผมยังได้เงินไปทำบุญอีกฟรี ๆ นี่เป็นตัวอย่างนะครับ จริง ๆ แล้วผมสามารถได้เงินลักษณะนี้จากการปฏิบัตธรรมอีกหลายอย่างเหมือนกัน เช่นเวลากินข้าวเช้ากับข้าวเที่ยงแทนที่จะกินคาบละ 20 – 30 บาท ผมก็กินคาบละ 10 บาท ไม่ได้ขี้เหนียวนะครับเพราะสำหรับร่างกายแล้วแค่นี้ก็เพียงพอ ที่กินมากกว่านี้มีแต่เกินเป็นโทษกับตัวเองทั้งนั้น ผมก็จะได้เงินอีกวันละ 30 บาท จากการปฏิบัติระหว่างกิน คือผมจะซื้ออาหารเหมือนปกติตามที่ต้องการนี่แหละครับแล้วก็นั่งพิจารณาไปด้วยกินไปด้วย พออิ่มเสร็จก็เดินขึ้นไปนั่งภาวนาก่อนทำงานตอนเที่ยง สรุปแล้วผมก็ได้เงินเพิ่มอีก เดือนละ 660 บาทจากการกินอาหารแต่พอเพียง ได้ปฏิบัติด้วย แถมยังไม่ต้องกลัวอ้วน แล้วสุขภาพก็ดีด้วย เห็นใหมครับว่าแค่ผมทำสองอย่างนี้ เดือนนึงผมมีเงินไปทำบุญฟรี ๆ เดือนละพันกว่าบาทแล้ว และถ้ารวมอย่างอื่นด้วย ได้เยอะกว่านี้อีกครับ เช่นเกิดอยากกินไอติมขึ้นมา พอห้ามความอยากได้ ก็เอาเงินมาสบทบกองทุนเพื่อทำบุญ มีเยอะแยะครับที่เกิดจากความอยากได้ของกิเลสแต่ไม่ได้จำเป็นจริง ๆ ได้ทั้งลดกำลังของกิเลส ได้ทั้งปฏิบัติธรรม ได้ทั้งเงินไปทำบุญ ได้ทั้งสุขภาพที่ดี เงินที่ไปทำบุญก็ช่วยขัดเกลากิเลสไปอีก แบ่งปันให้คนอื่นไปเรื่อย ๆ สุขภาพจิตก็ดีมีแต่ดีกับดีครับ แล้วถ้าจะเอาดีกันจริง ๆ ก็ต้องทำกันแบบนี้แหละ

วันนี้ได้อ่านกระทู้ของท่านอาจารย์ปราโมทย์ ซึ่งท่านเขียนไว้ตอนเป็นฆาราวาส ท่านได้กล่าวถึง กายคตาสติ จึงได้ลองเปิดพระไตรปิฎกดู อ่านอย่างตั้งใจจนจบสูตร พบว่าเป็นประโยชน์มาก ได้วิธีการปฏิบัตกายคตาสติ เกี่ยวกับการ เดิน ยืน นั่ง นอน กิน ดื่ม ปัสวะ อุจจาระ เพิ่มมาอีก ดีมากครับ ถ้าใครจะเริ่มต้นปฏิบัติควรจะอ่านพระสูตรนี้ (กายคตาสติสูตร) นี่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นหลักฐานที่เชื่อถือได้มากที่สุดในปัจจุบัน เพราะฉนั้นจึงน่าจะลองปฏิบัติตามดูว่าเป็นจริงอย่างที่เขียนไว้หรือเปล่า เป็นจริงอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้หรือเปล่า

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กายคตาสติอันภิกษุเจริญแล้วอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่าง ก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่นเฉพาะหน้า เธอย่อมมีสติ หายใจออก มีสติหายใจเข้า เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า หายใจออกยาว หรือเมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจออกสั้น หรือเมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้าสั้น สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจออก ว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่อย่างนี้ ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่ แน่นิ่ง เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่นดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าเจริญกายคตาสติ ฯ

สิ่งที่ต้องระวังอีกอย่างก็คือ ตัวเองยังไม่ถึงยังไม่เห็นอย่าไปเที่ยวสอนใครเขาดังเช่นที่ผ่านมาเด็ดขาด เพราะโอกาสผิดแล้วทำโทษแก่คนอื่นเป็นไปได้สูง ระวังไว้ให้มาก หรือไม่ก็อาจจะไปเจอคนที่เขาปฏิบัติดีกว่าเราอาจจะถึงพระอริยะแล้ว ถ้าดันทะลึ่งไปสอนมีหวัง นรกกินกบาล ถ้าท่านกรุณาช่วยชี้แนะก็ถือว่าดีไป แต่ถ้าท่านนั่งฟังแล้ว ต้องมากราบมาไหว้เรา สมมุติเป็นช่วงที่เราบวชนะ นรกแน่นอน ให้นั่งดูจิตตัวเองดีกว่า ถ้าใครต้องการเรียนรู้จริง ๆ ให้ตัวเองถึงก่อน จะเมตตาเขาทีหลังก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าตัวเองยังไม่ถึงนี่ห้าม ต้องห้ามจริง ๆ

การปฏิบัติวันนี้เห็นเป็นระยะตลอดทั้งวันใจค่อนข้างบวก คือมีความสุข เห็นลมหายใจ และกายอยู่เป็นระยะ แต่ไม่เห็นมันได้นานเลยลมหายใจนี่ได้ไม่ถึงสิบซักรอบ ช่วงนี้เห็นลมหายใจบ่อยและถี่ขึ้น แต่ปัญหาคืออยู่ไม่ได้นาน ต่อไปจะลองนับเอาให้ถึงสิบอย่างน้อย ไม่รู้จะดีขึ้นหรือเปล่า

No comments: